{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

TISCO ESU ชี้ตลาดหุ้นโลกครึ่งปีหลังกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน หลังหุ้นเทคโนโลยีและ AI เริ่มตึงตัว หลังนักลงทุนเร่งใช้ Leverage เข้าลงทุน หวั่นตลาดเปราะบางหากเฟดกลับมาขึ้นดอกเบี้ย กดดันต้นทุนการเงินสูงขึ้น คาดเม็ดเงินทยอยหมุนสู่หุ้นพื้นฐาน แข็งแกร่ง ชูพลังงานและวัสดุพื้นฐานเด่น รับอานิสงส์วัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัว
นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์อาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 TISCO ESU ให้น้ำหนักกับการกระจายการลงทุนออกจากหุ้นที่ได้รับความนิยมสูงหรือ Crowded Trades โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ที่ปรับตัวขึ้นรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา จนมีระดับมูลค่า (Valuation) และความผันผวนที่สูงขึ้นอย่างมีนัย
ทั้งนี้ TISCO ESU มองว่ากลุ่มพลังงาน (Energy) และวัสดุพื้นฐาน (Materials) เป็นกลุ่มที่น่าจับตา เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Cycle) สะท้อนผ่านการปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งหากเกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินลงทุน (Sector Rotation) ออกจากหุ้นเทคโนโลยีและ AI ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการกระจุกตัวของเม็ดเงินลงทุนสูง ก็มีโอกาสที่เม็ดเงินจะไหลเข้าสู่ทั้งสองกลุ่มดังกล่าวมากขึ้น และช่วยสนับสนุนผลตอบแทนในระยะข้างหน้า
"ตลาดหุ้นโลกในช่วงครึ่งแรกของปีเผชิญความผันผวนจากหลายปัจจัย ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ความผันผวนของราคาพลังงาน และแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักหลายแห่งที่พลิกตึงตัวขึ้นอย่างมาก แม้ว่าตลาดจะสามารถฟื้นตัวจากแรงกดดันได้หลายครั้ง แต่การปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์เป็นหลัก ซึ่งเริ่มสะท้อนพฤติกรรมเก็งกำไรเกินตัวที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน" นายธนธัชกล่าว
จากปัจจัยดังกล่าว TISCO ESU มองว่าตลาดกำลังเคลื่อนจากช่วงที่ขับเคลื่อนด้วยแรงเก็งกำไร ไปสู่ช่วงที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับคุณภาพของกำไรและปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น จึงเป็นจังหวะสำคัญที่นักลงทุนควรทบทวนการจัดสรรสินทรัพย์และเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงของกระแสเงินลงทุนในรอบใหม่
ด้านนายธนโชติ ภูธนกิจ ผู้ช่วยนักวิจัย ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า สัญญาณที่น่าจับตาในตลาดหุ้นโลกขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่การปรับขึ้นของราคาหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเพิ่มขึ้นของการใช้ Leverage หรือการกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุน ซึ่งกำลังเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก อาทิ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ข้อมูลล่าสุด พบว่า ยอดสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (Margin Loans) ในหลายประเทศทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเข้าใกล้หรือทำสถิติสูงสุดใหม่ สะท้อนว่าการปรับขึ้นของราคาสินทรัพย์ในปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินลงทุนปกติเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับแรงหนุนจากเงินทุนที่มาจากการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยเฉพาะสองประเทศที่เปรียบเสมือนหัวใจของธีมการลงทุนในเซมิคอนดักเตอร์อย่างไต้หวัน และเกาหลีใต้ ที่มียอดการกู้ยืมเงินเพื่อเข้าลงทุนปรับตัวสูงขึ้นอย่างโดดเด่น โดยระดับ Margin Loans ของไต้หวันปรับตัวสูงกว่าช่วงฟองสบู่ดอทคอมในช่วงปี 2543 แล้ว สะท้อนถึงการเก็งกำไรที่เร่งตัวขึ้นสูง ขณะที่เกาหลีใต้มียอดการกู้ยืมเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 141% นับตั้งแต่ต้นปี 2568 บ่งชี้ถึงความร้อนแรงของพฤติกรรมเก็งกำไรในกลุ่มนักลงทุนรายย่อย ผ่านการใช้ Leverage เพื่อเพิ่มผลตอบแทนในช่วงที่หุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง
นอกจากนี้ ยังเห็นการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Leveraged ETFs และ Leveraged Single Stocks โดยเฉพาะกองทุนที่อ้างอิงดัชนี Nasdaq และ Philadelphia Semiconductor Index (SOX) รวมถึงหุ้นรายตัวอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งมีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (Market Capitalization) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ สะท้อนความต้องการเพิ่มผลตอบแทนผ่านการใช้ Leveraged จากหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่อยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม นายธนโชติ กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของ Leverage ทั้งในรูปแบบ Margin Loans และ Leveraged ETFs ไม่ได้หมายความว่าตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ในทันที เนื่องจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยังคงได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI การขยายตัวของ Data Center และความต้องการชิปในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วโลก
"สิ่งที่ต้องระวังคือระดับการใช้ Leverage ที่สูงขึ้นย่อมทำให้ตลาดมีความเปราะบางมากกว่าเดิม หากเกิดปัจจัยลบที่ไม่คาดคิด นักลงทุนที่ใช้เงินกู้จำนวนมากอาจถูกบังคับขาย (Forced Liquidation หรือ Margin Call) ส่งผลให้แรงขายขยายตัวอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้การปรับฐานของตลาดรุนแรงกว่าปกติ” นายธนโชติกล่าว
ด้วยเหตุนี้ TISCO ESU ประเมินว่า ทิศทางภาวะการเงินในช่วงครึ่งหลังของปีที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น โดยเฉพาะจากแนวโน้มของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่คาดจะกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะทำให้ต้นทุนทางการเงินและต้นทุนของการใช้ Leverage สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจลดแรงจูงใจในการกู้ยืมเพื่อการลงทุนลง และทำให้ความร้อนแรงของการเก็งกำไรในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมามากเริ่มคลายตัว ซึ่งนั่นอาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากยุคที่ขับเคลื่อนด้วยหุ้นดาวเด่นเพียงไม่กี่กลุ่ม สู่ยุคที่การลงทุนกลับมาให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐาน การกระจายความเสี่ยง และการคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเหมาะสมมากขึ้น
COMMENTS
{{ errors.name }}
{{ errors.value }}
{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}
RELATED TOPICS