กมธ.พาณิชย์ฯ หาทางช่วยเหลือเกษตรไร่ยาสูบ มองอนาคตโดนกระทบจากนโยบายรัฐอย่างหนัก

กมธ.พาณิชย์ฯ หาทางช่วยเหลือเกษตรไร่ยาสูบ ย้ำ! นโยบายเด็กเกิดหลังปี 55 ห้ามซื้อยาสูบตลอดชีวิต "Nicotine Free Generation" “ยุคปลอดนิโคติน” กระทบไร่ยาสูบหนัก ภาครัฐสร้างแรงจูงใจ ปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนยาสูบ แนะถอดบทเรียนต่างประเทศ ห้ามซื้อสินค้ามีนิโคตินตลอดชีพ หวั่น! บุหรีเถื่อนไหลทะลักถึงเมืองหลวง

นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร เรียกประชุมคณะกรรมาธิการการพาณิชย์ฯ ตามที่ น.ส. ณัฐธิดา เทพสุทิน โฆษกคณะกรรมาธิการ เสนอญัตติ “แนวทางการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่ยาสูบอย่างเป็นระบบ” โดย เชิญหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาให้ข้อมูล อาทิ กรมควบคุมโรค กรมสรรพสามิต การยาสูบแห่งประเทศไทย ตัวแทนชาวไร่ยาสูบ สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย กรณีการได้รับอิทธิพลมาจากกรอบแนวคิด FCTC (WHO Framework Convention on Tobacco Control) เพื่อนำมาปรับใช้ ในประเทศไทย หวังลดจำนวนนักสูบหน้าใหม่ ให้เหลือน้อยที่สุด "Nicotine Free Generation" หรือยุคปลอดนิโคติน

โดยที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ​ หารือถึงสภาพปัญหาและข้อโต้แย้งเกี่ยวกับนโยบายควบคุมยาสูบ เนื่องจากภาคีชาวไร่ยาสูบ เห็นว่าการจำกัดการเข้าถึงไม่สามารถควบคุมหรือแก้ปัญหาการสูบบุหรี่ได้จริงในปัจจุบัน หลังกระทรวงสาธารณสุข ผลักดันนโยบาย กำหนดซื้อผลิตภัณฑ์ยาสูบ (Generation Ban) ​แนวคิด "Nicotine Free Generation" หรือยุคปลอดนิโคติน เป็นการกำหนดไม่ให้บุคคลที่เกิดหลังปี 2555 ไม่มีสิทธิ์ซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีนิโคตินได้ตลอดชีวิต แม้จะบรรลุนิติภาวะแล้วก็ตาม ​โดยครอบคลุมผลิตภัณฑ์นิโคตินทุกประเภท ทั้งบุหรี่ ซิการ์ และนิโคตินสังเคราะห์ ซึ่งจะส่งผลต่อภาพรวมของตลาดนิโคตินทั้งระบบในระยะยาว

คณะกรรมาธิการพาณิชย์ฯ​ เสนอคือ 1.การถอดบทเรียนนโยบายภาครัฐ กำหนดซื้อผลิตภัณฑ์ยาสูบ (Generation Ban) ​แนวคิด "Nicotine Free Generation" หรือยุคปลอดนิโคติน เป็นการกำหนดไม่ให้บุคคลที่เกิดหลังปี 2555 ไม่มีสิทธิ์ซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีนิโคตินได้ตลอดชีวิต

2.การปรับเปลี่ยนอาชีพเกษตรกร ภาครัฐควร สร้างแรงจูงใจและให้ความรู้แก่เกษตรกร เพื่อให้เปลี่ยนไปปลูกพืชเชิงเดี่ยวชนิดอื่นทดแทนยาสูบ พร้อมทั้งหาตลาดรองรับเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น 3. การทบทวนภาษีและบังคับใช้กฎหมาย ทั้งผลิตภัณฑ์ในประเทศและนำเข้า รวมถึงต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า จากปัจจุบันจัดเก็บภาษีสรรพสามิตยาสูบสออัตรา ส่งผลกระทบในวงกว้าง

นางสาวบุญญา นาชัยเวียง ปุณณนิฎฐา เลขานุการคณะกรรมาธิการ ระบุว่าในฐานะที่เป็นหมอ เห็นด้วยกับแนวคิด Nicotine-Free Generation แต่มีความกังวลและข้อสงสัยที่ต้องการสอบถามหน่วยงานที่ชี้แจง มีบทเรียนจากกรณีประเทศนิวซีแลนด์ ได้ประกาศใช้กฎหมาย Nicotine-Free Generation ในปี 2022 ต่อมาเพียง 2 ปี นิวซีแลนด์ได้ตัดสินใจ "ยกเลิก" กฎหมายดังกล่าว เนื่องจากปัญหาบุหรี่เถื่อน เกิดการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ผิดกฎหมาย การขยายตัวของตลาดมืด มีการเติบโตของตลาดที่ไม่เป็นทางการ ผลกระทบด้านรายได้ ภาษีสรรพสามิตลดลง นิวซีแลนด์ นับเป็น "บทเรียนสำคัญ" สำหรับประเทศไทย ควรมีมาตรการ หรือแนวทางออก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอย (เช่น เรื่องตลาดมืดหรือภาษี) หากประเทศไทยจะเดินหน้าผลัก บทเรียนจากต่างประเทศ ที่ประชุมได้มีการยกตัวอย่างการบังคับใช้กฎหมายในต่างประเทศเพื่อเป็นกรณีศึกษา ​มัลดีฟส์ เริ่มประกาศห้ามตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 อังกฤษ เริ่มดำเนินการตามหลังจากมัลดีฟส์ โดยกำหนดห้ามในวันที่ 1 มกราคม 2552 นิวซีแลนด์ ประสบปัญหาความไม่แน่นอนทางนโยบายเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลง มาเลเซีย ได้รับผลกระทบจากการแทรกแซงนโยบายโดยผู้ประกอบการ ทำให้กลไกนโยบายไม่ต่อเนื่องและมีการยกเลิกไปในที่สุด ขณะที่กรมควบคุมโรค ยืนยันความจำเป็นของมาตรการดังกล่าวเนื่องจากข้อจำกัดด้านสุขภาพ อ้างอิงผลการวิจัยว่าบุหรี่ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการดูแลรักษาผู้ป่วย จึงต้องมีมาตรการควบคุมเพื่อหาทางออกร่วมกัน

ที่ประชุมหารือถึงกรณีปรับเพิ่มภาษีสารรพสามิตยาสูบแบบสองอัตรา ทำให้มีการเติบโตของบุหรี่ผิดกฎหมาย ในปี 2560 ผลการสำรวจพบว่าในบุหรี่ 100 ซอง มีบุหรี่ผิดกฎหมายเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ขยับขึ้นมา 28 ซอง ต่อ 100 ซอง ถือว่าเป็นการเติบโตที่สูงมาก ต้องควบคุมร้านค้า ขายบุหรี่ถูกกฎหมายต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเคร่งครัด เช่น ห้ามแบ่งขาย และห้ามขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ความได้เปรียบของบุหรี่ผิดกฎหมาย มีราคาถูกมากเพียง 20-25 บาท ต่อซอง ทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนไปซื้อบุหรี่ผิดกฎหมายมากขึ้น ปัจจุบันมีการใช้ช่องทางออนไลน์และการส่งแบบ Delivery ทำให้เข้าถึงผู้ซื้อได้ง่ายขึ้น

โดยรูปแบบซองบุหรี่ถูกกฎหมายต้องเป็น "ซองเรียบ" ตามที่กฎหมายกำหนด แต่บุหรี่ผิดกฎหมายมักจะมี ภาพสีสันสวยงามและดึงดูดสายตา สามารถพบเห็นซองบุหรี่ผิดกฎหมายได้มากขึ้นตามจุดสูบบุหรี่ที่มีการทิ้งซองเปล่าไว้ บุหรี่ผิดกฎหมายส่วนใหญ่จะพบมากในพื้นที่ ภาคใต้ เช่น จังหวัดสงขลา ปัจจุบันบุหรี่ผิดกฎหมายได้แพร่กระจายเข้าสู่ เขตเมืองหลวงมากขึ้น โดยเฉพาะ ตัวแทนจากกรมสรรพสามิตได้ชี้แจงว่า เมื่อมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบสูงขึ้น มักส่งผลให้ปริมาณบุหรี่เถื่อนในตลาดเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากส่วนต่างของราคาภาษีต่อซองที่ค่อนข้างสูง ​โดยในปีงบประมาณ 2567 ดำเนินคดีเกี่ยวกับยาสูบรวม 13,170 คดี คิดเป็นมูลค่า ค่าปรับรวม 2,600 ล้านบาท และยึดของกลางได้ประมาณ 2.8 ล้านซอง จากนั้นในปีงบประมาณ 2568 จำนวนคดีเพิ่มสูงขึ้นเป็น 18,298 คดี มูลค่าค่าปรับรวม 5,200 ล้านบาท ยึดของกลางได้เพิ่มขึ้นเป็น 4.8 ล้านซอง ในปีงบประมาณ 2569 (ข้อมูล 8 เดือนแรก: ต.ค. - พ.ค.) ดำเนินคดีไปแล้ว 16,050 คดี มูลค่าค่าปรับรวม 4,500 ล้านบาท ยึดของกลางได้ประมาณ 4.2 ล้านซอง

ปัญหาบุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศ เป็นปัญหาส่วนใหญ่ของบุหรี่เถื่อนในตลาด โดยมีสัดส่วนสูงถึง 90% กว่า ซึ่งมักเป็นยี่ห้อที่ไม่มีจำหน่ายทั่วไปในไทย บุหรี่ไทยส่งออกที่ถูกลักลอบกลับเข้ามา มีสัดส่วนประมาณ 8% เป็นบุหรี่ที่ผลิตโดยการยาสูบแห่งประเทศไทยเพื่อส่งออก แต่ถูกนำกลับเข้ามาขายแบบผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังเริ่มมีปัญหา บุหรี่ไฟฟ้า ถือว่าบุหรี่ไฟฟ้าถือเป็น ของเถื่อน 100% ห้ามนำเข้า ห้ามครอบครอง และห้ามจำหน่ายอย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม การปราบปรามในส่วนนี้อาจไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมสรรพสามิตโดยตรง จึงต้องตัดวงจรที่ศูนย์กระจายสินค้า และการเฝ้าระวังการ ซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อให้สามารถจับกุมของกลางได้ในปริมาณมากและเข้าถึงรายใหญ่

ยอมรับว่าผลจากการปรับโครงสร้างภาษีทำให้ยอดจำหน่ายบุหรี่ลดลงอย่างมาก จากปี 2556 เคยขายบุรีได้กว่า 30,000 ล้านมวน เหลือเพียง 14,000 ล้านมวนในปี 2566 ยอดบุหรี่ปลอมและบุหรี่หนีภาษีเติบโตขึ้นอย่างน่ากลัว จากเดิมร้อยละ 22 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30 โดยบุหรี่ผิดกฎหมายขายเพียง 20-25 บาท ขณะที่บุหรี่ถูกกฎหมายของ กยท. ราคาอยู่ที่ 65-70 บาท ขณะนนี้นักสูบ หันไปสูบยาเส้น เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมไปสูบยาเส้นมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันยอดการสูบยาเส้น เกือบ 20,000 ล้านมวน แซงหน้ายอดจำหน่ายบุหรี่ของ กยท. 11,000 ล้านมวน ไปแล้ว

​ กยท. ปรับราคารับซื้อให้สอดคล้องกับต้นทุนเพื่อให้ชาวไร่มีกำไรประมาณร้อยละ 15-20 ปัจจุบันราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 127-130 บาทต่อกิโลกรัม ยังไม่มีพืชทดแทนที่คุ้มค่า กรมส่งเสริมการเกษตรฯ ยอมรับว่ายังไม่มีพืชไร่ตัวไหนให้ราคาดีเท่าใบยาสูบ และเมื่อมีการสำรวจความต้องการเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น พบว่าชาวไร่ไม่ถึงร้อยละ 10 ที่ต้องการเปลี่ยน เพราะใบยาสูบมี ระบบประกันราคา ที่แน่นอนทำให้ชาวไร่มั่นใจในรายได้ ใบยาเวอร์จิเนีย กำไรประมาณ 15-23 บาทต่อกิโลกรัม ใบยาเบอร์เลย์ กำไรประมาณ 14-18 บาทต่อกิโลกรัม ใบยาเตอร์กิช กำไรประมาณ 20-29 บาทต่อกิโลกรัม (เนื่องจากทำยากและใช้แรงงานสูงกว่า)

ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย ตัวแทนชาวไร่ยาสูบ ชี้แจงผลกระทบต่ออุตสาหกรรมซึ่งมีคนเกี่ยวข้องประมาณ 120,000 คน โดยการขึ้นภาษีและการเพิ่มคำเตือนบนซองบุหรี่ในช่วงปี 2564-2567 ไม่สามารถลดจำนวนผู้สูบได้ตามเป้าหมาย (ลดลงเพียง 1% จาก 9.9 ล้านคนเหลือ 9.8 ล้านคน) บุหรี่เถื่อนเติบโตขึ้นอย่างมาก จาก 3% เพิ่มเป็นเกือบ 28% ในปัจจุบัน เนื่องจากมาตรการที่ตึงตัวเกินไปทำให้ตลาดหันไปหาผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย จึงไม่เห็นด้วยกับนโยบาย Generation Ban เป็นเพียงนโยบายเชิงสัญลักษณ์ ได้ภาพลักษณ์แต่แก้ปัญหาผู้สูบไม่ได้จริง

สำหรับการดูแลช่วยเหลือเกษตรกรในการปลูกพืชหลายชนิดเพื่อกระจายความเสี่ยง หากสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งราคาตกต่ำ เกษตรกรจะยังคงอยู่ได้ ที่ประชุมได้ยกตัวอย่างพื้นที่ เคยปลูกมันสำปะหลังจำนวนมาก แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาปลูก กล้วยหอม แทน ไทยยังมีโควตาการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น การปลูกพืชทางเลือกในแหล่งปลูกยาสูบ ในพื้นที่ปลูกยาสูบหลัก เช่น จังหวัดเพชรบูรณ์และชัยภูมิ เห็นว่า ข้าวโพด เป็นตัวเลือกที่ดี โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาเนื่องจากมีแหล่งน้ำเพียงพอและได้ราคาดี โดยต้องประสานงานกับผู้ประกอบการอาหารสัตว์เพื่อกำหนด ราคากลาง รับซื้อข้าวโพด เพื่อสร้างสมดุลด้านราคาและสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรในการเปลี่ยนมาปลูกพืชชนิดนี้ ทุกภาคส่วนต้อหารือร่วมกันอย่างจริงจังเพื่อลดผลกระทบของเกษตรกรไร่ยาสูบซึ่งได้ปลูกสืบทอดกันมาตลอดชีวิต.-


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment