ITC ปิดงบไตรมาส 1/69 ทุบสถิติโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ IPO กวาดยอดขาย 163 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไรสุทธิโต 24.9%

บริษัท ไอ‑เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ITC) ผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของปี 2569 สูงสุดนับตั้งแต่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมี ยอดขายในสกุลดอลลาร์อยู่ที่ 163 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 28.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (คิดเป็น 5,174 ล้านบาท เติบโต 21.8%) จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้ารายสำคัญในตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป

ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 762 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน อันเนื่องมาจากยอดขายและปริมาณการขายที่ปรับตัวสูงขึ้น ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย ขณะที่กำไรสุทธิปรับปรุง (ไม่รวม Transformation Costs) อยู่ที่ 991 ล้านบาท เติบโต 24.9%

นายรอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ ITC เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สะท้อนการดำเนินกลยุทธ์ที่มีความต่อเนื่อง การมุ่งยกระดับประสิทธิภาพ และการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับแข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมทางการค้าที่ผันผวน แต่ลูกค้ายังคงให้ความเชื่อมั่นในขีดความสามารถของเราในด้านนวัตกรรม การเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน และศักยภาพระดับโลกในการผลิตและส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ”

กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 1,258 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 24.3% สะท้อนสัดส่วนผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่เพิ่มสูงขึ้น โดยคิดเป็น 51.5% ของยอดขายรวม

กลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมสัตว์เลี้ยงยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ โดยคิดเป็น 20.8% ของยอดขายรวมในไตรมาสแรก และเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดกว่า 95.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากกระแสสินค้าพรีเมียม ความตระหนักในด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์เลี้ยง และความนิยมที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์ขนมรูปแบบ Lickable

ยอดขายของทุกภูมิภาคนั้นเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยตลาดอเมริกายังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของ ITC คิดเป็น 60.0% ของยอดขายรวม ซึ่งความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นของบริษัทอาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลกและลูกค้าในกลุ่ม Private Label นั้นเป็นปัจจัยการเติบโตสำคัญ ขณะที่ตลาดยุโรปส่งสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง โดยยอดขายเติบโตกว่า 49.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และคิดเป็น 15.0% ของยอดขายรวม ตลาดเอเชียและโอเชียเนียคิดเป็น 25.0% ของยอดขายรวม โดยยอดขายที่เติบโตนั้นได้รับแรงหนุนหลักจากญี่ปุ่น ไต้หวัน และออสเตรเลีย


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment