ค่าเงินบาทเปิดเช้า 17 มีนาคม 2569 ที่ระดับ 32.40 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้า 17 มีนาคม 2569 ที่ระดับ 32.40 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.44 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่โดยรวมยังคงเป็นการเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 32.23-32.54 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ ที่มีจังหวะย่อตัวลงบ้าง หลังบรรดาผู้เล่นในตลาดเริ่มทยอยเปิดรับความเสี่ยง ตามรายงานข่าวว่า เรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนสามารถเดินทางผ่านช่องแคบ Hormuz ได้ อีกทั้ง ทางบรรดาประเทศสมาชิก IEA อย่าง ญี่ปุ่น ได้เริ่มทยอยระบายน้ำมันจากคลังสำรอง และทาง IEA ยังได้ระบุว่า บรรดาประเทศสมาชิกพร้อมระบายน้ำมันจากคลังสำรองเพิ่มเติมได้ ซึ่งภาพดังกล่าวได้ชะลอการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในช่วงที่ผ่านมา พร้อมทั้งกดดันให้ ราคาน้ำมันดิบย่อตัวลงบ้าง ทั้งนี้ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย เงินดอลลาร์และราคาน้ำมันดิบเริ่มทยอยรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง กดดันให้เงินบาทพลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงอีกครั้ง แต่ยังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่าโซนแนวต้านสำคัญ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor อย่าง Amazon +2.0% และ Nvidia +1.7% นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดได้คลายกังวลต่อแนวโน้มราคาพลังงานโลกจากผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางลงบ้าง ตามรายงานข่าวว่า เรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนสามารถเดินทางผ่านช่องแคบ Hormuz ได้ และทาง IEA พร้อมเดินหน้าระบายน้ำมันจากคลังสำรองเพิ่มเติม ชะลอการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.01% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.22%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +0.44% หลังผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มราคาพลังงานโลกลงบ้าง หลังราคาน้ำมันดิบย่อตัวลงตามข่าวการระบายน้ำมันจากคลังสำรองของบรรดาสมาชิก IEA อีกทั้ง IEA ได้ย้ำพร้อมเดินหน้าระบายน้ำมันเพิ่มเติม รวมถึงข่าวเรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนเริ่มเดินทางผ่านช่องแคบ Hormuz ได้ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนเพิ่มเติม จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML +1.5% รวมถึง หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการเบิน

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง สู่ระดับ 4.23% หลังผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มราคาพลังงานโลกลงบ้าง ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED อาจลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ และเพิ่มโอกาสการลดดอกเบี้ยครั้งที่ 2 เล็กน้อย เพียง 2%) ทว่า การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเราคงมุมมองเดิมว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งต้องรอลุ้น ทั้ง พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% ขึ้นไป สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ เหนือโซน 1.90%-2.00% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย (โซนดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และไทย ที่เหมาะสม จากโมเดล Adrian, Crump, and Moench หรือ โมเดล ACM )

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อย ตามการทยอยเปิดรับความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาด หลังเริ่มคลายกังวลต่อแนวโน้มราคาพลังงานโลกลงบ้าง กอปรกับข่าวการระบายน้ำมันจากคลังสำรองของญี่ปุ่นและความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นจากทางการญี่ปุ่น (และอาจมีทางการสหรัฐฯ ร่วมด้วย) ได้ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงสู่โซน 99.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.6-100.2 จุด) อนึ่งเราขอย้ำว่า การปรับตัวขึ้นของดัชนี DXY เหนือโซน 99.5 จุด ได้อย่างชัดเจน จะเปิดโอกาสให้ ดัชนี DXY ปรับตัวสูงขึ้นทดสอบโซน 101.6-101.9 จุด ได้ไม่ยาก (จับตาโซนแนวต้านในช่วง 100-100.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะย่อตัวลงบ้าง และช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) สามารถรีบาวด์สูงขึ้น และเคลื่อนไหวเหนือโซน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลแนวโน้มราคาพลังงานโลกและแนวโน้มนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลักได้ทุกเมื่อ ยังคงเป็นปัจจัยที่จำกัดการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP และยอดการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (Pending Home Sales) เป็นต้น

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของยูโรโซน และเยอรมนี ในเดือนมีนาคม (ZEW Economic Sentiment)

ส่วนทางฝั่งญี่ปุ่น ในช่วงเช้าราว 06.50 น. ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนกุมภาพันธ์

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ยังคงมีกำลังอยู่ ทำให้เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้ ทว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทยังคงผันผวนสูงกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ และเรายอมรับว่า เงินบาทมีความเสี่ยง Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

ทั้งนี้ แม้ว่า เงินบาทจะมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงบ้าง แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจชะลอลงได้แถวโซนแนวต้านสำคัญ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อประเมินจากโฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งออกที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์ในโซนดังกล่าวและปัจจัยเชิงเทคนิคัล แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด (นานเกิน 5 สัปดาห์ ซึ่งเป็นกรอบระยะเวลาที่ ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ระบุไว้) เงินบาทอาจสามารถอ่อนค่าลงต่อได้ไม่ยาก โดยจะมีโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 32.80-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้

นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติมได้ หากบรรดานักลงทุนต่างชาติยังคงเดินหน้าขายสินทรัพย์ไทยต่อเนื่อง ทว่า แรงขายจากบรรดานักลงทุนต่างชาติอาจเริ่มชะลอลงได้ และหากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีทิศทางที่อาจทยอยคลี่คลายลง อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติ เริ่มกลับมาสนใจสินทรัพย์ไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของบอนด์ของไทย ซึ่งบอนด์ยีลด์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้ปรับตัวสูงขึ้นพอสมควร จากระดับคาดการณ์ และระดับ Fair Value จากการประเมินของเรา ในกรณีที่ หากธนาคารแห่งประเทศไทย สามารถคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.00% ทั้งปีนี้

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.55 บาท/ดอลลาร์

พูน พานิชพิบูลย์

นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน

Krungthai GLOBAL MARKETS

ธนาคารกรุงไทย


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment