{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

เจสัน ลี หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจต้องนำคาร์บอนมาใส่ในแผนธุรกิจ เนื่องจากปี 2569 เป็นช่วงที่แรงกดดันด้านคาร์บอนมีทั้งตัวเลขกรอบเวลา และผลต่อการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น การจัดการคาร์บอนจึงต้องขยับจากเป้าหมายระยะยาวสู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ทั้งในด้านต้นทุน การค้า การลงทุน และความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้ NDC 3.0 ที่ประเทศไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลงเหลือ 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2578 (2035) หรือลดลง 47% เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยสุทธิในปี 2562 (2019) พร้อมมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2593 (2050) ทิศทางดังกล่าวทำให้ภาคธุรกิจต้องมองไกลกว่าการดำเนินโครงการลดคาร์บอนเป็นรายกิจกรรม และเริ่มเชื่อมโยงเป้าหมายเข้ากับแผนธุรกิจและแผนลงทุนระยะยาว
ขณะเดียวกัน ต้นทุนคาร์บอนในตลาดต่างประเทศกำลังเปลี่ยนจากความเสี่ยงในอนาคตเป็นเงื่อนไขทางการค้าที่มีผลในทางปฏิบัติ หลังมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป หรือ CBAM เข้าสู่ระยะบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 สำหรับสินค้าที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของมาตรการ ผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปที่เข้าเกณฑ์ต้องรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าตามหลักเกณฑ์ของ CBAM และดำเนินการตามข้อกำหนดด้านใบรับรอง CBAM ข้อมูลการปล่อยจากกระบวนการผลิต ประสิทธิภาพของโรงงาน และความสามารถในการลดคาร์บอนของผู้ผลิตไทยจึงอาจมีผลต่อการรักษาตลาดและเงื่อนไขทางการค้าของลูกค้ามากขึ้น
โจทย์ดังกล่าวยิ่งมีความซับซ้อนสำหรับธุรกิจการผลิตไฟฟ้า น้ำมันและก๊าซ ซีเมนต์ และการผลิตบางอุตสาหกรรม เพราะหลายกิจกรรมยังเผชิญความท้าทายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากกระบวนการผลิตและสินทรัพย์บางประเภทมีอายุการใช้งานยาว ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะ อีกทั้งมีทางเลือกคาร์บอนต่ำที่จำกัด ขณะที่เทคโนโลยีแต่ละประเภทมีระดับความพร้อม ต้นทุน และระยะเวลาคืนทุนแตกต่างกัน ธุรกิจจึงต้องพิจารณาควบคู่ทั้งความเป็นไปได้ทางเทคนิค ความคุ้มค่าในการลงทุน ความต่อเนื่องในการดำเนินงาน ตลอดจนข้อกำหนดและความคาดหวังของคู่ค้าและลูกค้า การเปลี่ยนผ่านจึงไม่มีสูตรสำเร็จเดียว และไม่ใช่ทุกมาตรการที่จะสามารถดำเนินการได้พร้อมกัน

“ข้อสรุปจากประสบการณ์ของธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการ Financing the Transition ซึ่งเผยแพร่โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังสะท้อนเพิ่มเติมว่า อุปสรรคไม่ได้อยู่ที่เงินลงทุนเพียงอย่างเดียว ธุรกิจจำนวนมากยังมีข้อจำกัดด้านความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเลือกวิธีการและเทคโนโลยีลดการปล่อยที่เหมาะสมกับกิจการ รวมถึงการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรด้านเทคโนโลยี” เจสัน ลี กล่าว
ด้านเงินทุน รายงานของธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ระบุว่า ในช่วงปี 2561–2567 ไทยมีเงินลงทุนด้านการลดก๊าซเรือนกระจกรวมประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท และมีเงินลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ NDC เฉลี่ยประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่รายงานประเมินว่า เมื่อเข้าสู่ปี 2573 ไทยจะต้องระดมเงินทุนอย่างน้อย 21 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยเป็นประมาณการภายใต้เป้าหมายและสมมติฐาน ณ เวลาที่จัดทำการศึกษาฉบับดังกล่าว Transition Plan จึงมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดเป้าหมายให้เป็นแผนดำเนินงานและโครงการที่สามารถจัดลำดับ ประเมินความเสี่ยง และพิจารณาแหล่งเงินทุนได้อย่างเหมาะสม พร้อมช่วยให้ธุรกิจบริหารต้นทุน ยกระดับประสิทธิภาพ และมองหาโอกาสเติบโตใหม่ในระยะยาว
เพื่อต่อยอดประเด็นดังกล่าว ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เตรียมจัดงาน The Cooler Earth Thailand 2026 “Advancing the Transition: กุญแจสู่การเปลี่ยนผ่านธุรกิจไทย” ในวันที่ 3 สิงหาคม 2569 โดยเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการวาง Transition Plan ตลอดจนการเชื่อมโยงแผนดังกล่าวเข้ากับแหล่งเงินทุนและความสามารถในการแข่งขัน พร้อมแนะนำ Sustainability360 Advisory Programme ซึ่งมุ่งสนับสนุนธุรกิจบนเส้นทางการเปลี่ยนผ่าน

ผู้สนใจเข้าร่วมงานสามารถลงทะเบียนภายในวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ผ่าน Link
TH: https://www.cimbthai.com/th/personal/who-we-are/sustainability/sustainability.html#news-and-events
EN: https://www.cimbthai.com/en/personal/who-we-are/sustainability/sustainability.html#news-and-events
COMMENTS
{{ errors.name }}
{{ errors.value }}
{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}
RELATED TOPICS