ค่าเงินบาทเปิดเช้า 5 พฤษภาคม 2569 ที่ระดับ 32.73 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้า 5 พฤษภาคม 2569 ที่ระดับ 32.73 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน)

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 32.31-32.82 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ท่ามกลางความกังวลการเข้าแทรกแซงค่าเงินจากฝั่งทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ (ซึ่งนำไปสู่การปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน โดยเฉพาะฝั่ง Short JPY) กดดันให้เงินดอลลาร์มีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง หนุนให้ราคาทองคำ (XAUUSD) มีจังหวะรีบาวด์สูงขึ้น ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้น จากทั้งการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติม กอปรกับ ทางการสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการ Project Freedom คุ้มครองการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง (ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นสู่โซน 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ล่าสุดปรับตัวขึ้นใกล้โซน 4.45% อีกครั้ง พร้อมกับกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงสู่โซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องทะลุโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ จนทดสอบโซนแนวต้านถัดไปแถว 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้

สัปดาห์ที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้บรรดาธนาคารกลางส่วนใหญ่คงดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อรอประเมินสถานการณ์ให้แน่ชัด

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตา สถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ พร้อมติดตาม รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ บรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) รวมถึง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) เป็นต้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนเมษายน ที่จะช่วยสะท้อนภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมาสักระยะหนึ่งได้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้น ในธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่อาจกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้งได้ จากการเริ่มต้นปฏิบัติการ Project Freedom ของสหรัฐฯ ที่จะให้การคุ้มกันการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED หลังรับรู้ผลการประชุม FOMC ล่าสุด ที่ FED ได้ส่งสัญญาณระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการเงินมากขึ้น หรือมีการสื่อสารในลักษณะ Hawkish มากขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า ผลการประชุม FOMC ล่าสุด มีลักษณะ Hawkish Hold

ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารกลางหลัก นอกเหนือจากการรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจจากฝั่งยูโรโซน อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนมีนาคม และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งยุโรป

ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยบรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า RBA อาจเลือกขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 4.35% ขณะที่ BNM อาจคงดอกเบี้ยที่ระดับ 2.75% ตามเดิม ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการบริการ (RatingDog Services PMI) ของจีน ในเดือนเมษายน เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะในส่วนของภาคธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ของญี่ปุ่น ในเดือนมีนาคม ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการปรับนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)

ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI ของไทยในเดือนเมษายน อาจเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 2.25% ตามการพุ่งสูงขึ้นของราคาพลังงานจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภาคธุรกิจไทย ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในเดือนเมษายน อนึ่ง สัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม จนถึงกลางเดือนพฤษภาคมจะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติที่ยังคงสูงอยู่ ราว 4-5 หมื่นล้านบาท และอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้พอควร ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูงและยังมีความเสี่ยงด้านอ่อนค่าอยู่

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ยังคงมีกำลังอยู่ แม้เงินบาทจะได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าบ้าง ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามการทยอยแข็งค่าขึ้น “เร็ว แรง” ของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้นในช่วงนี้ อีกทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ ยังออกมาดีกว่าคาดยังคง หนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทำให้ เรามองว่า เงินบาทมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงได้ในลักษณะ Sideways Up หรืออย่างน้อยผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้าง โดยเฉพาะในสัปดาห์นี้ ที่จะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติราว 4-5 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดี เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญความผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเงินบาทมีโซนแนวรับแรกในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ และ แนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่แถว 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ที่หากอ่อนค่าทะลุได้ชัดเจน อาจเพิ่มโอกาสเงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ที่เป็นโซนราคาเป้าหมาย จากการวิเคราะห์เชิงเทคนิคัล)

ในช่วงระหว่างสัปดาห์ นอกเหนือจากพัฒนาของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เรามองว่า ควรจับตาพร้อมรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงานและรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน รวมถึงทิศทางเงินดอลลาร์และราคาทองคำได้ ส่วน บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อนึ่ง เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ได้พลิกกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงรายงานผลประกอบการของหุ้น AI/Semร. และรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ความกังวลแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นอาจจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.30-33.10 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.65-32.90 บาท/ดอลลาร์

พูน พานิชพิบูลย์

นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน

Krungthai GLOBAL MARKETS

ธนาคารกรุงไทย


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment