ค่าเงินบาทเปิดเช้า 31 มีนาคม 2569 ที่ระดับ 32.86 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง”

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้า 31 มีนาคม 2569 ที่ระดับ 32.86 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในลักษณะ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์) แม้ว่าโดยรวมเงินดอลลาร์จะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) ได้ย่อตัวลงสู่โซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด ทว่า เงินบาทกลับยังไม่ได้อ่อนค่าลงต่อเนื่องจนทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ตามการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ที่เลือกทยอยขายทำกำไรสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) ออกมาบ้าง โดยเฉพาะในช่วงก่อนที่ตลาดจะทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงาน

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้ FED อาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ สะท้อนจากแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ อาทิ Tesla -1.8% และ Nvidia -1.4% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มการเงิน ทำให้ โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.39% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.73%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป รีบาวด์ขึ้นราว +0.94% แม้จะเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อแนวโน้ม สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่สร้างแรงขายต่อบรรดาหุ้นเทคฯ อย่าง ASML -3.0% แต่ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ TotalEnergies +3.2% สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบ รวมถึงบรรดาหุ้นธีม Defensive อย่าง หุ้นกลุ่ม Utilities และหุ้นกลุ่ม Healthcare

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 4.35% แม้ว่า ความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อ ทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED อาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยในปีนี้ ทว่า ผู้เล่นในตลาดยังไม่เร่งรีบปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED มากนัก เพื่อรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงานสหรัฐฯ ที่จะทยอยรับรู้ในสัปดาห์นี้ ขณะเดียวกัน ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ไว้แถวโซน 4.40% (ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นทะลุโซน 4.50% ได้อย่างชัดเจน) ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงสร้างความผันผวนให้กับตลาดบอนด์ และในบางช่วงอาจกดดันให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นได้ หากสถานการณ์มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด แต่เรามองว่า สุดท้ายสถานการณ์การสู้รบจะทยอยคลี่คลายลงได้ในที่สุดและอาจนำไปสู้ความเสี่ยงการดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากเกินไปของบรรดาธนาคารกลาง (Policy Mistake) ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย โดยเฉพาะเมื่อถึงจังหวะที่ ผู้เล่นในตลาดได้ Fully Priced-In หรือคาดหวัง การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ราว 1 ครั้ง (โอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยเข้าใกล้ 100%) หรือ ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1-2 ครั้ง ซึ่งอาจเป็นจุดที่ บอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลก ใกล้กลับตัวจากจุดสูงสุด โดยในภาพดังกล่าว บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้นต่อ ทดสอบโซน 4.60%-4.75% ได้ ซึ่งจะเป็นจุดที่น่าสนใจมากขึ้นในการเข้าซื้อบอนด์ระยะยาว (ทั้งนี้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Up ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ จากความกังวลว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 100.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.2-100.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่า ความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด จนทำให้บรรดาธนาคารกลางหลักอาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวมากขึ้น กอปรกับการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง ก่อนที่จะมีแรงซื้อ Buy on Dip ช่วยพยุงราคาทองคำ ให้สามารถทรงตัวเหนือโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) และดัชนีภาคธุรกิจของบรรดา FED สาขาต่างๆ

ส่วนในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการของจีน (Manufacturing and Services PMI) ในเดือนมีนาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ในเดือนมีนาคม ซึ่งจะเริ่มรับรู้ผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า ความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด อาจกดดันให้ เงินบาท (USDTHB) อ่อนค่าลงทดสอบ หรือ ทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ทว่า เราย้ำว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญการเคลื่อนไหวผันผวนสูง แบบ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางอย่างรวดเร็วและรุนแรง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งต้องจับตา แนวโน้มการเจรจาหยุดยิงและยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึง ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะยกระดับการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้ฝั่งอิหร่านกลับมาเจรจามากขึ้นได้ (แนะนำให้ อ่านบทวิเคราะห์ “Day 29: What could possibly be the U.S. options in Iran?” โดย John Spencer เพื่อเห็นทางเลือกของฝั่งสหรัฐฯ กับอิสราเอล ที่เรามองว่า อาจสร้างความเสี่ยงที่สถานการณ์การสู้รบจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในระยะสั้น ก่อนนะไปสู่การเจรจาหรือภาพรวมสถานการณ์ที่อาจทยอยคลี่คลายลงได้ *สามารถอ่านสรุปแบบ Infographic ได้ในบทวิเคราะห์ WeekAhead ของเราในวันก่อนหน้า)

ทั้งนี้ แม้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงบ้าง ทว่า เงินบาทเริ่มมีโซนแนวต้านแถว 33.00-33.05 บาทต่อดอลลาร์ ตามแรงขายของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ทั้งฝั่งผู้ส่งออกและบรรดาผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) นอกจากนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ ต่างรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มเติม ซึ่งในสัปดาห์นี้จะมีการทยอยรับรู้ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจปรับนโยบายการเงินของ FED โดยหากข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาดชัดเจน อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED มากนัก ทำให้การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ (และการอ่อนค่าของเงินบาท) อาจชะลอลงได้บ้าง

ส่วนในกรณีที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ หรือมีประเด็นที่ทำให้ ผู้เล่นในตลาดมีความหวังต่อโอกาสที่สถานการณ์จะทยอยคลี่คลายลง เงินบาทมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก ทว่า โซนแนวรับของเงินบาทอาจอยู่ในช่วง 32.65-32.75 บาทต่อดอลลาร์ ก่อน (โซนแนวรับถัดไป 32.40-32.50 บาทต่อดอลลาร์)

เราขอเน้นย้ำว่า แม้จะมีกระแสข่าวความพยายามในการเจรจาหยุดยิงของสหรัฐฯ แต่เราจะยังไม่เชื่อมั่น 100% และขอสงวนท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.70-33.00 บาท/ดอลลาร์

พูน พานิชพิบูลย์

นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน

Krungthai GLOBAL MARKETS

ธนาคารกรุงไทย


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment