{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

บลจ.เอ็มเอฟซี มองตลาดหุ้นไทยบวก หลังการเมืองส่งสัญญาณมีเสถียรภาพ และมีความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายโดยเร่งการจัดตั้งครม. และออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งการลงทุนจะสามารถเรียกความเชื่อมั่น นักลงทุนได้เพิ่มขึ้นมากขึ้น ส่งผลให้มีเงินต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง รวมทั้งได้อานิสงส์ต่างชาติปรับลดการลงทุนตลาดหุ้นอินโดนีเซีย พร้อมประเมินดัชนีตลาดหุ้นปีนี้ระดับ 1,480 - 1,500 จุด เตือนปัจจัยเสี่ยงจากตลาดหุ้นพัฒนาแล้วโดยเฉพาะตลาดวอลล์สตรีท อาจปรับฐานซึ่งจะกระทบการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
นายชาคริต พืชพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายบริหารกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน เอ็มเอฟซี หรือ MFC กล่าวว่า จากผลการเลือกตั้งที่ออกมาซึ่ง พรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนเสียงจำนวนมากเกือบ 200 เสียง ถือว่าเป็นผลบวกต่อการลงทุนและตลาดหุ้นเนื่องจากคะแนนเสียงจำนวนมาก ทำให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างรวดเร็ว และ มีเสถียรภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องด้านนโยบายและหากสามารถดำเนิน การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี แถลงนโยบาย ได้รวดเร็ว จะยิ่งทำให้นักงทุนเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายสนับสนุนด้านเศรษฐกิจจะทำให้ช่วยขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยได้
“ต้องยอมรับว่าเราอยู่กับความไม่แน่นอนมานาน ไม่มีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจเราก็ขยายตัวต่ำมาก ส่งผลตลาดหุ้นไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ต่างชาติทิ้งหุ้นไทย กดดันเงินทุนไหลออกไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท” นายชาคริต กล่าว
อย่างไรก็ตาม ทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้เริ่มกลับมาดีขึ้น ซึ่งมีสัญญาณให้เห็นมาก่อนการเลือกตั้ง 2-3 สัปดาห์ ที่มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งนี้ เป็นผลจากเราได้รับอานิสงส์จากต่างชาติปรับลดน้ำหนักการลงทุน ในตลาดหุ้นอินโดนีเซียจากปัญหาสภาพคล่องหุ้นที่ต่ำ ทำให้เงินไหลเข้ามายังตลาดหุ้นไทยบางส่วน และต่อเนื่องมาจนถึงหลังการเลือกตั้ง ประเมินว่าทิศทางหลังจากนี้ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่เป็นบวก โดยมองดัชนีหุ้นไทยปีนี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นไป ซื้อขายกันที่ที่ระดับ 1,480-1,500 จุด หรือมีการซื้อขายกันที่ระดับพีอี/เรโช ที่ประมาณ 15.7 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยระยาว 10 ปี หลังจากก่อนหน้านี้ที่ตลาดหุ้นไทยซื้อขายกันที่ระดับพีอี/เรโช ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมานาน
“ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลใหม่ หลังมีการจัดตั้ง ครม. และมีการแถลงนโยบายที่ชัดเจนจะทำให้นักลงทุนสามารถประเมินผลกระทบที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และถ้ารัฐบาลมีเสียรภาพในระยะยาว การแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้ครัวเรีอน หรือนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็จะมีความต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนได้ เนื่องจากที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากการเมืองและแศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำมายาวนานในช่วง 3 - 4 ปี โดยถ้านับจากปี 2022 ซึ่งตลาดหุ้น ทั่วโลกได้ฟื้นตัวจากการระบาดของ โควิค 19 และทำจุดสูงสุดใหม่กันหมดแล้ว แต่ตลาดหุ้นไทยเรายังติดลบ 16-17% เป็นอะไรที่ยาวนานมาก ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยจะตกต่ำก็ไม่ต่อเนื่องเกิน 1 ปี ก็จะขยับขึ้นได้ ไม่เคยตกต่ำยาวนาน ถึง 3 ปี” นายชาคริตกล่าว
ทั้งนี้ บลจ.เอ็มเอฟซี มองว่ากลุ่มธุรกิจ ที่มีโอกาสได้ประโยขน์จากทั้งในส่วนมาตราการภาครัฐและความเชื่อมั่น ในความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ได้แก่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงของภาคเอกชน (FDI) นอกเหนือจากธุรกิจท่องเที่ยวที่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวเช่นกัน
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง และเตรียมความพร้อม ด้านปัจจัยภายนอก คือ การเจรจาการค้าที่ยังไม่จบ ซึ่งอาจ จะสร้างความผันผวนได้บ้าง ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจมีผลกระทบต่อการลงทุน รวมทั้งตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ที่ก่อนหน้านี้ได้ปรับตัวขึ้นสูงต่อเนื่องอาจจะปรับฐานครั้งใหญ่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกได้ รวมทั้งตลาดหุ้นไทย ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยไม่ได้เป็นปัญหา เพราะปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว ส่วนกลยุทธ์การลงทุน นักลงทุนต้องประเมินความเหมาะสมในการจัดการสินทรัพย์ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือก รวมทั้งการมีเงินสดบางส่วน เพื่อลดผลกระทบตามสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้
COMMENTS
{{ errors.name }}
{{ errors.value }}
{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}
RELATED TOPICS