GC และ SCGC ผนึกกำลังเสริมแกร่งปิโตรเคมีไทย สู่ศูนย์กลางภูมิภาคดันธุรกิจโพลิโอเลฟินส์ขึ้นแท่น TOP 10 ของโลก

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ประกาศแผนผนึกกำลังธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยสู่การแข่งขันในเวทีโลก ด้วยการรวมจุดแข็งของทั้งสองบริษัท ทั้งด้านฐานการผลิต ความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนเครือข่ายลูกค้าและตลาดทั่วโลก มุ่งสร้างธุรกิจที่มีขนาดใหญ่และแข็งแกร่งขึ้น สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในไทย พร้อมเสริมความยืดหยุ่นให้แก่ภาพรวมอุตสาหกรรมในระยะยาว

บริษัทร่วมทุนที่จัดตั้งใหม่จะมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์รวมประมาณ 7.1 ล้านตันต่อปี และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตโพลิโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยพิจารณาจากกำลังการผลิต พร้อมเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน คาดว่าจะสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน (Synergy) เพิ่มขึ้นประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และทยอยรับรู้ประโยชน์ดังกล่าวได้เต็มที่ภายในประมาณ 3 ปี

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC กล่าวว่า “การผนึกกำลังครั้งนี้มุ่งต่อยอดมาบตาพุด ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศไทย สู่ศูนย์กลางการผลิตปิโตรเคมีของอาเซียน โดยเชื่อมโยงฐานการผลิตเข้ากับความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาของทั้ง GC และ SCGC เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมปลายน้ำ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย รวมถึงผู้ประกอบการ SME ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทั้งในประเทศและตลาดส่งออก”

นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรานำจุดแข็งที่แตกต่างและเกื้อหนุนกันของทั้งสององค์กรมาผสานเพื่อสร้างธุรกิจที่แข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบและฐานการผลิต ไปจนถึงเทคโนโลยี นวัตกรรม รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมปลายน้ำ ซึ่งหากพิจารณาจากกำลังการผลิต การผนึกกำลังครั้งนี้จะช่วยยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางปิโตรเคมีของภูมิภาค พร้อมขึ้นสู่อันดับ 10 ของโลก ซึ่งทำให้มีศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น แม้จะเผชิญกับความท้าทายและความผันผวนในสภาวะตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง”

GC มีจุดแข็งและความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย ทั้งแนฟทา LPG โพรเพน และอีเทน ควบคู่กับการที่ GC มีธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นคงในการจัดหาวัตถุดิบ และความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของตลาดพลังงานและปิโตรเคมีโลก พร้อมด้วยความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการและการใช้งานของลูกค้า

ขณะที่ SCGC มีความแข็งแกร่งในด้านธุรกิจผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products: HVA) เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมทั้งความเชี่ยวชาญด้านวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยร่วมกับลูกค้าเพื่อเปลี่ยนโจทย์ธุรกิจและไอเดียสร้างสรรค์ให้เป็นผลิตภัณฑ์พร้อมออกสู่ตลาดได้จริง ซึ่งขับเคลื่อนผ่าน i2P Center (Ideas to Products) หรือศูนย์นวัตกรรมครบวงจร

เมื่อผสานจุดแข็งของทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกัน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง ขยายฐานลูกค้า และสร้างโซลูชันใหม่ ๆ สำหรับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโต เช่น ยานยนต์ พลังงานแสงอาทิตย์ วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเฉพาะทาง เมื่อต้นน้ำแข็งแกร่ง ธุรกิจปลายน้ำก็จะเข้มแข็งตามไปด้วย

นอกจากนี้ ธุรกิจใหม่จะมีเครือข่ายการเข้าถึงตลาดและฐานลูกค้าที่ครอบคลุมทั่วโลก ช่วยเพิ่มความสามารถในการตอบสนองความต้องการของตลาด โดยเฉพาะตลาดอาเซียนซึ่งยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment