{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้า 21 กันยายน 2569 ที่ระดับ 33.34 บาทต่อดอลลาร์
“อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.32 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 33.30-33.39 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับจังหวะย่อตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ทว่า เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) กลับมาแข็งค่าขึ้นพอควร จากโซนเกือบ 158 เยนต่อดอลลาร์ เข้าใกล้ระดับ 156.60 เยนต่อดอลลาร์ ตามการปรับลดสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด หลังมีกระแสข่าวว่า ทางการญี่ปุ่นได้เข้าสอบถามระดับอัตราแลกเปลี่ยน (Rate Check) ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ทั้งนี้ เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย ช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ตามการรีบาวด์ขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ ส่วนราคาทองคำได้ย่อตัวลงเช่นกัน
สัปดาห์ที่ผ่านมา FED และ BOJ ต่างเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps ตามที่ตลาดคาด ส่วน BOE ยังคงมีมติคงดอกเบี้ย แต่พร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ หากราคาพลังงานสูงขึ้นต่อเนื่องนานกว่าคาด
สัปดาห์นี้ ควรจับตาการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ กับจีน (Trump-Xi Summit) พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ยังมีกำลังอยู่ เปิดความเสี่ยงเงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ ในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ในกรอบ Time Frame รายสัปดาห์ จนกว่าจะอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านดังกล่าวได้อย่างชัดเจน (ส่วน Time Frame รายวัน เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง จนกว่าจะแข็งค่าหลุดโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์) อนึ่ง สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางเงินบาทได้ ผ่านการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยบรรดาธนาคารกลางหลัก และยังส่งผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจไทย ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ดังนั้น ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง
ในระยะสั้น เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงต่อได้ หากผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนตุลาคมนี้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 55% ทำให้ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเป็นตัวแปรที่ส่งผลกระทบต่อมุมมองดังกล่าวได้ ในทางกลับกัน หากผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งอาจต้องรอติดตาม การประชุมสุดยอดผู้นำ Trump-Xi Summit อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมบ้าง กดดันเงินดอลลาร์ พร้อมหนุนทั้งราคาทองคำและเงินบาทได้ ทั้งนี้ เงินบาทยังคงมีโซนแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านจะอยู่ในโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.85 บาทต่อดอลลาร์) อนึ่ง ควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่มีแนวโน้มผันผวนสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะสัปดาห์นี้จะเป็นช่วงวันหยุดยาวของฝั่งญี่ปุ่น ซึ่งปริมาณการทำธุรกรรมจะเบาบางลงอย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินเยนญี่ปุ่นสูงขึ้นมาก (Correlation 30 วัน สูงขึ้นสู่ระดับ 68% ล่าสุด จากเพียง 16% ต้นเดือนกันยายน )
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์จะเคลื่อนไหวตามมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ที่จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (เสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้นในระยะสั้น) รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED พร้อมกันนั้น ควรจับตาเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เสี่ยงผันผวนสูงช่วงหยุดยาวของญี่ปุ่น
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.00-33.65 บาท/ดอลลาร์
ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.45 บาท/ดอลลาร์

พูน พานิชพิบูลย์
นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน
Krungthai GLOBAL MARKETS
ธนาคารกรุงไทย
COMMENTS
{{ errors.name }}
{{ errors.value }}
{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}
RELATED TOPICS