{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

PROUD โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2/69 ท็อปฟอร์ม รายได้ 1,729 ล้านบาท กำไรสุทธิ 106 ล้านบาท เติบโต 314% จาพร้อมลุยพัฒนาโครงการใหม่ ตุน Backlog ในมือ 4,008 ล้านบาท หนุนรายได้โตยาวถึงปี 2571 มุ่งสู่การเป็น World-class Wellness Real Estate Developer
นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,729 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 106 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 25 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 314% ขณะที่ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 มีรายได้รวม 2,994 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 161 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 90 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 78%
การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ รมย์ คอนแวนต์ (ROMM Convent) ซึ่งเริ่มโอนในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ควบคู่กับการโอนกรรมสิทธิ์อย่างต่อเนื่องของโครงการเวหา หัวหิน (VEHHA Hua Hin) ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากโครงการที่บริษัทพัฒนาเองเพิ่มขึ้น และช่วยผลักดันความสามารถในการทำกำไรของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ บริษัทสามารถบริหารต้นทุนการพัฒนาโครงการ วางแผนการลงทุน และควบคุมคุณภาพตั้งแต่การก่อสร้าง ควบคู่กับการบริหารค่าใช้จ่าย และต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิในไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้นเป็น 6.2% จาก 1.2% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ผลการดำเนินงานดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะตลาดที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง โดยข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ไตรมาส 1/2569 ชี้ว่า แม้จำนวนและมูลค่าการโอนทั่วประเทศจะเติบโต 11.2% และ 3.1% แต่ใบอนุญาตจัดสรรและใบอนุญาตก่อสร้างกลับหดตัวลงถึง 45.7% และ 50.2% สะท้อนความเปราะบางของกำลังซื้อและการเปิดโครงการใหม่ การเติบโตของกำไรสุทธิและอัตรากำไรของ PROUD จึงตอกย้ำประสิทธิภาพของกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นโครงการคุณภาพสูงและมีเอกลักษณ์ เหนือกว่าการแข่งขันด้านราคาและปริมาณ
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) มูลค่ารวม 4,008 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2569 ถึงปี 2571 รองรับการเติบโตของบริษัทในระยะต่อไป
นอกจากผลประกอบการที่เติบโตอย่างโดดเด่นแล้ว บริษัทสามารถลดอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E) ลงมาอยู่ที่ 1.1 เท่า จาก 1.9 เท่า ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งการลดลงของภาระหนี้อย่างมีนัยสำคัญ จะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้อัตรากำไรสุทธิเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง รวมถึงมีกระแสเงินสดอยู่ในระดับที่ดี สามารถรองรับการขยายธุรกิจและพัฒนาโครงการใหม่ได้ทันทีเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม
COMMENTS
{{ errors.name }}
{{ errors.value }}
{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}
RELATED TOPICS