{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้า 11 สิงหาคม 2569 ที่ระดับ 32.99 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยมาก แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 32.98-33.08 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าลงทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง หลังเงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นแรง (ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นเข้าใกล้โซน 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาเปิดช่องแคบ Hormuz ที่อาจทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้งได้ อย่างไรก็ดี เงินบาทได้พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่สามารถปรับตัวขึ้นทดสอบโซนแนวต้าน 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยเรามองว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำมาจากการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดอย่าง ฝั่ง CTA Trend-Following รวมถึงผู้เล่นที่มีสถานะ Short ทองคำในช่วงที่ผ่านมา (ส่วนหนึ่งอาจเตรียมปรับสถานะ ก่อนรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในวันพุธนี้) มากกว่าจะเป็นการปรับตัวขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเชิงพื้นฐาน เนื่องจากผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักอยู่ จากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น
บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มกลับมาระมัดระวังตัวอีกครั้ง และเลือกทยอยขายทำกำไรหุ้นธีม AI/Semiconductor ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มมีความเสี่ยงกลับมาร้อนแรงขึ้น อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil +4.4% รวมถึงหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง Healthcare นำโดย Eli Lilly +3.9% ทำให้ โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.11% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.06% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -0.32%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.03% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กดดันบรรยากาศโดยรวมของตลาดหุ้นยุโรป ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานจากสถานการณ์ดังกล่าวได้หนุนให้หุ้นกลุ่มพลังงานต่างปรับตัวสูงขึ้น อาทิ Total Energies +2.0% นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองมากนัก เพื่อรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของยูโรโซนและอังกฤษ รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 4.70% อีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และการทยอยปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของผู้เล่นในตลาด หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ตามความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประมูลบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงวันพฤหัสฯ นี้ อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับสถานะของผู้เล่นในตลาดบางส่วน เช่น การ Cover Short ก่อนรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ในวันพุธนี้ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 99.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.6-99.8 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาหนุนทั้งการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะสร้างกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทว่า ราคาทองคำยังคงได้แรงหนุนจากการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่ง CTA Trend-Following หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำทะลุโซน 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานรายสัปดาห์ โดย ADP (Weekly Employment) ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB Small Business Optimism) ซึ่งผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ในส่วนของดัชนีการจ้างงานของภาคธุรกิจขนาดเล็ก ที่จะช่วยสะท้อนภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึง ข้อมูลตลาดบ้าน อย่าง ยอดขายบ้าน Existing Home Sales
ส่วนทางฝั่งเอเชีย เราและบรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.35% หลังอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 2 ได้ชะลอลงกว่าที่ RBA ประเมิน กอปรกับภาพเศรษฐกิจออสเตรเลียโดยรวมที่ชะลอตัวลง ทั้ง การจ้างงานและตลาดอสังหาฯ
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยมีโอกาสทยอยอ่อนค่าลงบ้างทดสอบโซนแนวต้าน 33.10-33.20 บาทต่อดอลลาร์ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง จนอาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินเอเชียเพิ่มเติม ไม่ต่างกับฝั่งตลาดการเงินสหรัฐฯ ในช่วงคืนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในฝั่งประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิ หลังราคาน้ำมันดิบได้พุ่งสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ แรงหนุนฝั่งแข็งค่าของเงินบาทอย่าง การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำอาจเริ่มชะลอลงบ้าง เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองมากนัก จนกว่าจะรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ อีกทั้ง ยังคงต้องระวัง จังหวะปรับตัวลงของราคาทองคำ หลังเราประเมินว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงคืนที่ผ่านมา นั้นมาจากแรงซื้อของผู้เล่นในตลาดฝั่ง CTA Trend-Following และการปรับสถานะ Short ของผู้เล่นบางส่วน มากกว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนปัจจัยเชิงพื้นฐาน ที่ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มโอกาสบรรดาธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้
ทั้งนี้ หากเงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง เรามองว่า การแข็งค่าอาจเป็นไปอย่างจำกัดมาก โดยอาจติดแถวโซนแนวรับ 32.85-32.90 บาทต่อดอลลาร์ โดยโซนดังกล่าวเป็นแนวรับเชิงเทคนิคัลที่ผู้เล่นในตลาดต่างจับตามอง และยังเป็นโซนที่เรามองว่า ผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้นำเข้า อาจรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์เพิ่มเติม
อนึ่ง ตลาดการเงินไทยจะปิดทำการในวันหยุด 12 สิงหาคม นี้ ทำให้ ปริมาณการทำธุรกรรมในวันนี้ อาจเบาบางลงกว่าปกติได้ ซึ่งอาจส่งผลให้ ค่าเงินบาทเสี่ยงผันผวนพอควร หากมีโฟลว์ธุรกรรมขนาดใหญ่เข้ามากระทบตลาด เช่น ผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งนักลงทุนต่างชาติอาจต้องการปรับสถานะถือครอง ก่อนรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ เป็นต้น
เนื่องจากเงินบาทได้ทยอยแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน นั้น จะถือว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “แข็งค่า” หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหว Sideways และ หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.90-33.10 บาท/ดอลลาร์
พูน พานิชพิบูลย์
นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน
Krungthai GLOBAL MARKETS
ธนาคารกรุงไทย
COMMENTS
{{ errors.name }}
{{ errors.value }}
{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}
RELATED TOPICS