{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้า 30 เมษายน 2569 ที่ระดับ 32.76 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.67 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง ทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.64-32.83 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบยังคงทยอยปรับตัวสูงขึ้น และทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า บรรดาธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม FOMC ของ FED ที่แม้ว่า FED จะมีมติ “ไม่เป็นเอกฉันท์” ให้ “คงดอกเบี้ย” ที่ระดับ 3.50%-3.75% ตามคาด (Stephen Miran โหวตสนับสนุนการลดดอกเบี้ย 0.25%) แต่มีกรรมการ 3 ท่าน (Beth Hammack, Neel Kashkari และ Lorie Logan) แม้จะเห็นด้วยกับการคงดอกเบี้ย แต่ไม่เห็นด้วยกับการคงถ้อยความสะท้อนแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น (Easing Bias) ในถ้อยแถลงของการประชุม FOMC ซึ่งภาพดังกล่าวได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ผลการประชุม FOMC ครั้งนี้มีลักษณะ Hawkish Hold สะท้อนจากการปรับมุมมองใหม่ของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED มีโอกาสราว 10% ในการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ทั้งนี้ จังหวะรีบาวด์สูงขึ้นบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ยังพอได้แรงหนุนจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และการย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ได้ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทบ้าง
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงความกังวลต่อแนวโน้ม FED อาจคงดอกเบี้ยในปีนี้ หรืออาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ที่จะรายงานในช่วง After-Hour ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil +2.7% รวมถึงหุ้นบางส่วนที่ปรับตัวขึ้นตามรายงานผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาด และการรีบาวด์ขึ้นบ้างของหุ้นธีม AI/Semiconductor ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.04% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.04%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่อง -0.60% ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด จนทำให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักฝั่งยุโรป ทั้ง BOE และ ECB (ตลาดมองอาจขึ้นดอกเบี้ย 3-4 ครั้ง ในปีนี้) ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ไม่ต่างจากฝั่งสหรัฐฯ และการปรับตัวขึ้นของหุ้นบางส่วนที่รายงานผลประกอบการออกมาสดใส
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้นสู่โซน 4.43% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และผลการประชุม FOMC ของ FED ที่มีลักษณะ Hawkish Hold จากมุมมองของกรรมการ 3 ท่าน ที่ไม่เห็นด้วยกับถ้อยคำสะท้อนแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย (Easing Bias) ในแถลงการณ์ประชุม FOMC ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาส 10% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากภาวะระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาด โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของเราที่มองว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผลการประชุมของ FED รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และท่าทีของ FED ที่อาจคงดอกเบี้ยได้นานกว่าคาด หรือแม้กระทั่งอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ส่วนต่างระหว่างบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กับญี่ปุ่น ที่กว้างขึ้นยังได้กดดันให้ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงเข้าใกล้โซน 160.50 เยนต่อดอลลาร์ ทว่าการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นได้เป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงของทางการญี่ปุ่น ซึ่งภาพดังกล่าวได้ช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 98.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.6-99.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทำให้บรรดาธนาคารกลางอาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวมากขึ้น จะยังคงสร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม หนุนให้ ราคาทองคำสามารถทรงตัวแถวโซน 4,500-4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมธนาคารกลางหลักฝั่งยุโรป ทั้ง ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า ทั้ง BOE และ ECB อาจมีมติ “คงดอกเบี้ย” ที่ระดับ 3.75% และ 2.00% (Deposit Facility Rate) ตามลำดับ แม้เงินเฟ้อฝั่งยุโรปมีแนวโน้มเร่งสูงขึ้น จากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่าเศรษฐกิจฝั่งยุโรปจะเผชิญแรงกดดันเช่นกัน ซึ่งจะต่างจะช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน 2022 โดยเฉพาะในส่วนแรงหนุนเงินเฟ้อที่มาจากทั้งปัจจัยด้านอุปทาและอุปสงค์ ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเร่งเงินเฟ้อฝั่งยุโรปผ่านปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อ ได้ทำให้ ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังว่า ทั้ง BOE และ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 3-4 ครั้ง ในปีนี้ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB ช่วงหลังการประชุมอย่างใกล้ชิด
ทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Non-Manufacturing PMIs) ในเดือนเมษายน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว ญี่ปุ่น เดือนเมษายน ในช่วงเช้าราว 6.30 น. ของวันศุกร์นี้ ตามเวลาประเทศไทย
ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนมีนาคม อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2026 และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) เป็นต้น
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้
อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างมีความกังวลว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด จนทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวมากขึ้นของบรรดาธนาคารกลาง ซึ่งภาพดังกล่าว กอปรกับโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้าง อย่างน้อยเงินบาทยังมีโอกาสทยอยอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยจะมีโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ที่เราคงประเมินว่า เงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้ไม่ยาก ในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้ เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปได้ เนื่องจากบรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออก ต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ แถวโซนแนวต้านดังกล่าว โดยเฉพาะโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจเริ่มชะลอลงบ้าง โดยหากประเมินจากการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นอาจถูกจำกัดลงได้ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดบางส่วนจะยังคงกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงจากทางการญี่ปุ่น (รวมถึงทางการสหรัฐฯ) ทำให้ถ้อยแถลงของฝั่งทางการญี่ปุ่นจะเป็นอีกปัจจัยที่ผู้เล่นในตลาดคอยติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้ ขณะเดียวกัน บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมที่มีปัจจัยเสริมจากความกังวลแนวโน้มผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนในช่วงนี้ อาจพอช่วยพยุงราคาทองคำบ้าง แม้ราคาทองคำจะยังคงถูกกดดันจากประเด็นความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งหากการปรับตัวลงของราคาทองคำได้ถูกจำกัดลง จะเป็นปัจจัยที่ช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทได้เช่นกัน
ส่วนในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลงได้ อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง (อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับแรกในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้) แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีลักษณะ ค่อยเป็น ค่อยไป เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง อีกทั้ง โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลยังคงมีอยู่จนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ ขณะเดียวกันบรรดาผู้นำเข้าต่างรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ หากเงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ หรือหลุดแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์
เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลักทั้ง BOE และ ECB รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ
เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.50-32.85 บาท/ดอลลาร์
พูน พานิชพิบูลย์
นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน
Krungthai GLOBAL MARKETS
ธนาคารกรุงไทย
COMMENTS
{{ errors.name }}
{{ errors.value }}
{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}
RELATED TOPICS