ค่าเงินบาทเปิดเช้า 24 เม.ย. 69 ที่ระดับ 32.49 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้า 24 เม.ย. 69 ที่ระดับ 32.49 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.48 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.32-32.52 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ทว่า เงินบาทได้พลิกกลับมาอ่อนค่าลง ทดสอบโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน สะท้อนจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในช่วงคืนที่ผ่านมา ที่มาพร้อมกับการทยอยปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (บรรดาผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวัง การลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ของ FED ในปีนี้ โดยให้โอกาสเหลือเพียง 23%) กดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวลดลง นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ (Composite PMI) เดือนเมษายน ที่ปรับตัวสูงขึ้น ดีกว่าคาด ซึ่งต่างจากฝั่งยุโรป ที่ดัชนี PMI ออกมาผสมผสาน (ฝั่งอังกฤษ ดัชนี PMI ปรับตัวขึ้นดีกว่าคาด แต่ฝั่งยูโรโซน ดัชนี PMI กลับปรับตัวลดลงแย่กว่าคาด) ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ท่ามกลางการทยอยขายทำกำไรบ้างของผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะ Short THB รวมถึงบรรดาผู้ส่งออกต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ แถวโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์

สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่สูง กอปรกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ได้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED และกดดันบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth ขณะเดียวกัน รายงานผลประกอบการของ IBM -8.3% และ ServiceNow -17.8% ที่ออกมาน่าผิดหวัง ได้สร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นกลุ่ม Tech Services เพิ่มเติม ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่ม Defensive อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภคและ Utilities ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.41% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.89%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.05% แม้จะเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และแรงกดดันจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นกลุ่ม Tech Services เช่น SAP -6.1% ไม่ต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ เช่นกัน ทว่าตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 4.34% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่หนุนให้ ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวสูงขึ้น กอปรกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนี PMI ที่ออกมาดีกว่าคาด ซึ่งยังคงทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาสการลดดอกเบี้ย 1 ครั้งของ FED ในปีนี้ เหลือราว 23% โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สอดคล้องกับมุมมองของเราว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่จะกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ทำให้ ความผันผวนของตลาดบอนด์ยังสูงอยู่ ทว่าเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% (ที่เป็นระดับ Fair Value ที่เราประเมินจากโมเดล ACM และ Yield Spread) ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้ (ล่าสุด เราปรับมุมมองใหม่ว่า FED ยังมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ 1 ครั้ง ในช่วงปลายปีนี้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาดและโดดเด่นกว่าบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 98.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.5-98.9 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับ จังหวะการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ย่อตัวลงบ้าง ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน หนุนให้ ราคาทองคำสามารถรีบาวด์สูงขึ้นสู่โซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของอังกฤษ ในเดือนมีนาคม รวมถึง รายงาน ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) ในเดือนเมษายน

ส่วนในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) เดือนมีนาคม ที่จะสะท้อนถึงผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้อย่างชัดเจน และมีโอกาสที่จะเห็นการขาดดุลการค้ามากขึ้นจากเดือนก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ จากผลของราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้

โดยในช่วงนี้ เงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน ซึ่งจะทำให้ ราคาน้ำมันดิบมีจังหวะปรับตัวสูงขึ้นเป็นระยะๆ ในช่วงที่ตลาดมีความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งภาพดังกล่าวมักจะมาพร้อมกับการปรับตัวสูงขึ้นของเงินดอลลาร์ (และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ) ขณะที่ราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลง เพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาท โดยเรายังคงประเมินว่า ในกรณีที่ สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านมากขึ้น (เน้นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและสะพาน เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านเจรจาหยุดยิง) อาจทำให้อิหร่านมีการตอบโต้กลับที่รุนแรง (รวมถึงอาจมีการปิดช่องแคบ Bab El-Mandeb จากฝั่ง Houthi ที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่าน) ในกรณีนี้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงหนัก โดย เงินบาทอาจอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ซึ่งหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น ในช่วงสัปดาห์การจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนต่างชาติที่จะเริ่มมีนัยสำคัญต่อเงินบาทในช่วงสัปดาห์หน้า (ปลายเดือนเมษายน) ถึง ต้นพฤษภาคม (โฟลว์ธุรกรรมมจ่ายเงินปันผลอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ราว 1%-4%) เราประเมินว่า มีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่ากลับไปทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และมีโอกาสอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านดังกล่าวได้ อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงได้บ้าง ตามแรงขายเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้ส่งออก รวมถึงการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) โดยเราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นกลุ่มดังกล่าว อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้านตั้งแต่ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากโมเมนตัมเงินบาทยังคงมีกำลังอยู่ และเงินบาทสามารถอ่อนค่าลงทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้นั้น เรามองว่า ควรเริ่มมองโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปจนถึงโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ เป็นโซนแนวต้านที่อาจเป็นไปได้ ทั้งนี้ เราขอย้ำว่า เงินบาทจะสามารถอ่อนค่าลงหนักในลักษณะดังกล่าวได้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจน และเกิดขึ้นในช่วงมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลมาก

ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มมีแนวโน้มคลี่คลายลงได้บ้าง เช่น ทางฝั่งสหรัฐฯ ไม่ได้ใช้ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมเพื่อกดดันให้อิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะการเจรจาหยุดยิง หรือ เริ่มมีสัญญาณของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รอบ 2 อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง (อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์) แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีลักษณะ ค่อยเป็น ค่อยไป เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง ทำให้เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways แถวโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ จะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้นำเข้า อาจรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ตามโซนแนวรับดังกล่าวได้ และที่สำคัญ เรามองว่า ฝั่งผู้เล่นที่มีสถานะ Short THB ได้ทยอยลดสถานะลงมาบ้างแล้ว อย่างน้อย 50% จากช่วงเงินบาทอ่อนค่าแถวโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หลังเงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง รับความคาดหวังการเจรจาหยุดยิงในช่วงต้นเดือนเมษายน ทำให้ หากตลาดกลับมามีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง เงินบาทอาจไม่สามารถแข็งค่าขึ้นระดับ 70 สตางค์ต่อดอลลาร์ ภายในวันเดียว เหมือนที่เคยเกิดขึ้นได้

เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.60 บาท/ดอลลาร์

พูน พานิชพิบูลย์

นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน

Krungthai GLOBAL MARKETS

ธนาคารกรุงไทย


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment