{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้า 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ระดับ 30.98 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.04 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Down โดยเงินบาทยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องทะลุโซนแนวรับสำคัญ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 30.95-31.05 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่า ตามการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังร้อนแรงอยู่ และแรงซื้อจากฝั่งผู้เล่นในตลาดจีน หลังจบช่วงวันหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง ตามการรีบาวด์แข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ได้อานิสงส์จากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ขณะเดียวกัน บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพิ่มเติม ก่อนจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อผลกระทบของ AI ที่อาจกระทบภาคธุรกิจในหลายส่วน สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive ทั้ง กลุ่ม Healthcare กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและกลุ่ม Utilities ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.04% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -1.13%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลง -0.45% กดดันโดยความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม จากการปรับตัวลงของหุ้น Healthcare ใหญ่ อย่าง Novo Nordisk -16.5% หลังผลการทดลองยา CagriSema ออกมาน่าผิดหวัง นอกจากนี้ ความกังวลผลกระทบของ AI ยังคงกดดันตลาดหุ้นยุโรปไม่ต่างกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน กลุ่มสื่อสาร และกลุ่ม Utilities
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลงสู่โซน 4.04% ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่า การปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอจับตา ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า หลังศาลสูงสุดยกเลิกมาตรการภาษี IEEPA โดยประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับมุมมองของเรา ที่ยังคงมองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ยังเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นได้บ้าง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึง ประเด็นความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 ความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของสหรัฐฯ ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ โดยไม่เน้นไล่ราคาซื้อ ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน แม้จะเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ทว่า เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ เพิ่มเติม ก่อนจะปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 97.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.5-97.9 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน) ที่ยังคงร้อนแรงอยู่ กอปรกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ทยอยปรับตัวสูงขึ้นได้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ โดยล่าสุด ราคาทองคำสามารถทรงตัวเหนือโซน 5,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP รวมถึงดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารกลางหลัก โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า BOE อาจลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ขณะที่ ECB มีโอกาสเพียง 32% ที่จะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1 ครั้ง 25bps
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้ง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (ความเสี่ยงยังต่ำอยู่ DOUGHCON 4 จาก 5 ระดับ https://www.pizzint.watch/ ) และ พัฒนาการของเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แม้ว่า เงินบาทจะแรงหนุนฝั่งแข็งค่าจากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ แต่แรงหนุนดังกล่าวอาจแปรเปลี่ยนเป็นแรงกดดันต่อเงินบาทได้ไม่ยาก หากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลง กดดันให้ ราคาทองคำชะลอการปรับตัวขึ้น หรืออาจย่อตัวลงได้บ้าง นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินอาจส่งผลกระทบต่อแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติได้บ้าง ทำให้ เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวรับสำคัญ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ไปได้ไกล
อย่างไรก็ตาม เรามองว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากเงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลง ในกรณีที่ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 34% ที่ FED จะลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง ในปีนี้) ซึ่งภาพดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล้วนออกมาแย่กว่าคาด หรือมีประเด็นบางอย่างเกิดขึ้น เช่น ปัญหา Private Credit ทวีความรุนแรงและเสี่ยงลุกลามบานปลาย (ปัจจุบัน เรายังไม่เห็นโอกาสเกิดภาพดังกล่าวมากนัก) นอกจากนี้ ความกังวลต่อความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจสูงขึ้น จะเป็นอีกปัจจัยที่กดดันเงินดอลลาร์ได้ ทว่า เรามองว่า ภาพดังกล่าวอาจยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากทางการสหรัฐฯ อาจใช้เวลา 150 วัน ที่มีการใช้มาตรา 122 ขึ้นภาษีนำเข้า เพื่อสอบสวน หาแนวทางใช้มาตราอื่นๆ เช่น 232 และ 301 ในการขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ทำให้ความวุ่นวายของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อาจกลับมาอีกครั้งในช่วงดังกล่าว
ในเบื้องต้นเราคงประเมินว่า แม้เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่การแข็งค่ามีแนวโน้มเป็นไปอย่างจำกัด แต่หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจริง เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทสู่โซน 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการแข็งค่าขึ้นเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก (Overvalued) จากการประเมิน Fair Value ของเงินบาทที่เรามองแถวโซน 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทดังกล่าว หากเกิดขึ้นจริง เป็นจังหวะที่น่าสนใจในการทยอยซื้อเงินดอลลาร์และบรรดาสกุลเงินต่างประเทศ (xTHB pairs)
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.85-31.05 บาท/ดอลลาร์
พูน พานิชพิบูลย์
นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน
Krungthai GLOBAL MARKETS
ธนาคารกรุงไทย
COMMENTS
{{ errors.name }}
{{ errors.value }}
{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}
RELATED TOPICS