{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้า 20 มกราคม 2569 ที่ระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.21-31.28 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างก็รอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อีกทั้งในช่วงคืนที่ผ่านมาก็เป็นช่วงวันหยุดของตลาดการเงินสหรัฐฯ เนื่องในวัน Martin Luther King Jr. ทำให้ปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินเบาบางลงจากช่วงปกติ อย่างไรก็ดี เงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง เข้าใกล้โซน 31.20 บาทต่อดอลลาร์ ตามจังหวะการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ และการปรับตัวขึ้นบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) ท่ามกลางประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังร้อนแรงอยู่ หลังประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ได้ขู่ขึ้นภาษีนำเข้ากับเดนมาร์กและอีก 7 ประเทศยุโรป จนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland
แม้ว่าตลาดการเงินสหรัฐฯ จะปิดทำการเนื่องในวันหยุด ทว่า หากประเมินจากสัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐฯ ล่าสุด ที่ปรับตัวลดลงราว -1% อาจสะท้อนว่า บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มพลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้านโยบายกีดกันทางการค้ากับ 8 ประเทศยุโรป จนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลงกว่า -1.19% หลังประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับ 8 ประเทศยุโรป จนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland กดดันให้ บรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม หุ้นกลุ่ม Healthcare (โดยเฉพาะบริษัทยารายใหญ่) หุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor และหุ้นกลุ่มยานยนต์ ต่างปรับตัวลดลงหนัก อาทิ LVMH -4.3% และ ASML -4.0%
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland ที่ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับเดนมาร์กและอีก 7 ประเทศยุโรป จนกว่าจะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.0 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.0-99.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และจังหวะการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ จะพอช่วยหนุน ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) ทว่า ราคาทองคำก็ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจนและมีจังหวะปรับตัวลงบ้าง ท่ามกลางแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด ทำให้โดยรวม ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวแถวโซน 4,670 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานของอังกฤษ รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOE ที่ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOE มีโอกาสราว 79% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ไม่ต่างกับฝั่งของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ซึ่งผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 86% ที่ FED อาจลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง เช่นกัน
ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีและยูโรโซน โดย ZEW (ZEW Economic Sentiment) ในเดือนมกราคม ที่จะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มเศรษฐกิจของเยอรมนีและยูโรโซนได้
ทางฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP และรายงานดัชนีภาคธุรกิจโดยเฟดสาขาต่างๆ
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในลักษณะ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างก็รอรับรู้ปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ ประเด็นการเมืองญี่ปุ่นและผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันศุกร์นี้ รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการจากบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก
ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างวัน เราคงมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาทกับราคาทองคำนั้นยังอยู่ในระดับสูงเกิน 80% (เมื่อประเมินจาก Correlation ในช่วง 1 เดือน) ทำให้การเคลื่อนไหวของราคาทองคำจะส่งผลกระทบต่อเงินบาทเช่นเดิม โดยเรามองว่า แม้ราคาทองคำจะมีจังหวะย่อตัวลงบ้าง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงบ้าง เข้าใกล้โซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ทว่า หากตลาดการเงินโดยรวมยังอยู่ในบรรยากาศปิดรับความเสี่ยง อาจยังพอช่วยหนุนราคาทองคำอยู่ และอาจเห็นการรีบาวด์ขึ้นบ้างของราคาทองคำ ซึ่งจะช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ เว้นแต่ว่า เงินดอลลาร์จะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องชัดเจน กดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง ซึ่งภาพดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ เมื่อตลาดรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาสดใส จนทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED หรือ ในกรณีที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ออกมาแย่กว่าคาด เช่น ตลาดแรงงานอังกฤษ ส่งสัญญาณชะลอตัวลงชัดเจน จนทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของ BOE กดดันให้ เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) อ่อนค่าลงบ้าง
นอกจากนี้ เราสังเกตเห็นว่า ในช่วงที่ผ่านมา บรรดานักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม โดยเฉพาะฝั่งหุ้นไทย ซึ่งอาจเป็นการทยอยเข้าซื้อในธีม Yield & Value Play ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์ ก็อาจเห็นแรงซื้อบอนด์ระยะยาวจากฝั่งนักลงทุนต่างชาติบ้าง หลังบอนด์ยีลด์ระยะยาวของไทยได้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อาทิ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ล่าสุด ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.84% ซึ่งถือว่า สูงกว่าระดับ Fair ที่เราประเมินไว้ราว 1.75% หากธนาคารแห่งประเทศไทยคงดอกเบี้ยที่ระดับ 1.25%
อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.15-31.40 บาท/ดอลลาร์
พูน พานิชพิบูลย์
นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน
Krungthai GLOBAL MARKETS
ธนาคารกรุงไทย
COMMENTS
{{ errors.name }}
{{ errors.value }}
{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}
RELATED TOPICS