{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

“มีที่ มีเงิน” เปิดแผนปี 69 ตั้งงบ 5,000 ล้าน หนุนเอสเอ็มอีเพิ่มเงินหมุนเวียน ปิดช่องว่างธนาคาร–หนี้นอกระบบ เจาะ SME ที่ธนาคารไม่รับ ดันขายฝาก–อสังหาริมทรัพย์เป็น Growth Engine ท่ามกลางโจทย์คุมความเสี่ยงลูกค้าเปราะบางเร่งขยายพอร์ตทะลุ 1 หมื่นล้านบาท
นายอภิชาติ อรรฆย์ฐากูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทวางเป้าหมายเชิงรุก โดยตั้งเป้า ปล่อยสินเชื่อใหม่ 5,000 ล้านบาท โดยมีพอร์ตสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านบาท จากสิ้นปีนี้ ที่มียอดปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 3,000 ล้านบาท ของพอร์ตสินเชื่อรวมกว่า 7,000 ล้านบาท โดยมีกลยุทธ์หลักคือการขยายสินเชื่อในกลุ่มที่ธนาคารพาณิชย์ยังไม่สามารถรองรับได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายกลาง–เล็ก กลุ่มหอพักและอพาร์ตเมนต์เก่า รวมถึงโรงแรมที่ต้องใช้เงินลงทุนเพื่อปรับปรุงทรัพย์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนรวมกันราว 60% ของพอร์ตใหม่
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญของปี 2569 คือการผลักดัน สินเชื่อขายฝาก ให้กลายเป็นเครื่องมือหลักในการเติบโต โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนจากปัจจุบันราว 5% เป็น 10–20% ของพอร์ตสินเชื่อรวม ผู้บริหารมองว่าขายฝากเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ในระบบการเงินไทย เนื่องจากผู้กู้จำนวนมากยังคงอยู่ในตลาดนอกระบบที่คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ “มีที่ มีเงิน” อุดช่องว่าง เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยการเข้าไปทำหน้าที่รับรีไฟแนนซ์ขายฝาก ด้วยอัตราดอกเบี้ยเพียง 9.99% ซึ่งจะทำให้ลูกค้ามีความสามารถในการชำระหนี้ได้มากขึ้น สามารถลดเงินต้น และลดความเสี่ยงการสูญเสียทรัพย์สินของผู้ประกอบการ
ในเชิงการแข่งขัน จุดต่างสำคัญของ “มีที่ มีเงิน” เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ คือ ความยืดหยุ่นและความเร็ว โดยลูกค้าไม่ต้องจัดทำแผนธุรกิจ ไม่กำหนดเงื่อนไขการเบิกเงินกู้ สามารถเลือกตรวจหรือไม่ตรวจเครดิตบูโรก็ได้ และสามารถชำระเงินค่างวดสูงกว่าที่กำหนดได้โดยไม่มีค่าปรับ โดยไม่จำเป็นต้องใช้สถานประกอบการเป็นหลักประกัน แต่สามารถใช้ที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่ไม่ได้ใช้งานเป็นหลักประกันได้ และใช้ราคาประเมินราชการเพื่อเร่งการอนุมัติ ซึ่งใช้เวลาเพียง 3–7 วัน ช่วยให้ SME เข้าถึงเงินทุนโดยไม่สะดุดต่อการดำเนินธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักของตลาด Non-bank และของ “มีที่ มีเงิน” คือการบริหารความเสี่ยงของฐานลูกค้า Unbanked และ Near-bank ภายใต้เพดานดอกเบี้ยที่จำกัด บริษัทตั้งเป้าควบคุมอัตรา NPL ให้อยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ ผ่านการติดตามเชิงรุก การปรับโครงสร้างหนี้ และการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจหรือภัยพิบัติ ควบคู่กับการสร้างการรับรู้ในตลาด เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่ทราบว่ามี Non-bank ที่เป็นทางเลือกนอกเหนือจากหนี้นอกระบบ

นอกจากนี้ในปี 2569 บริษัทยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนลูกค้า โดยมุ่งเน้นขยายฐานลูกค้าโดยตรงผ่านเครือข่ายพันธมิตรภาคธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรม หอการค้าไทยและหอการค้าประจำจังหวัด สมาคมธุรกิจทั่วประเทศ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์จาก “โครงการช่วยเหลือ” สู่ Non-bank เชิงธุรกิจเต็มรูปแบบ
ทั้งนี้นับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการภายใต้ออมสินจนถึงการดำเนินงานในรูปบริษัท “มีที่ มีเงิน” มียอดปล่อยสินเชื่อสะสมแล้วกว่า 30,000 ล้านบาท โดยคาดว่าปลายปี 2568 พอร์ตสินเชื่อคงค้างจะอยู่ที่ประมาณ 7,500 ล้านบาท จากฐานลูกค้า 2,000–3,000 ราย วงเงินปล่อยสินเชื่อตั้งแต่ 1-50 ล้านบาทต่อราย กลุ่มลูกค้าครอบคลุมตั้งแต่ร้านค้ารายย่อย ที่มีวงเงินสินเชื่อเฉลี่ย 3 ล้านบาทต่อราย ไปจนถึงผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยโครงสร้างพอร์ตหลักมาจากกลุ่มซื้อมาขายไปประมาณ 50% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 30% และกลุ่มขายฝาก ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
COMMENTS
{{ errors.name }}
{{ errors.value }}
{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}
RELATED TOPICS