{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

ค่าเงินบาทเปิดเช้า 22 กันยายน 2569 ที่ระดับ 33.22 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.27 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.21-33.30 บาทต่อดอลลาร์) หนุนโดย การทยอยปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบ ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับ ราคาทองคำ (XAUUSD) ได้ทยอยรีบาวด์สูงขึ้นเข้าใกล้โซน 4,370 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ได้ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามจังหวะอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) รวมถึงภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ตามอานิสงส์ของการปรับตัวขึ้นบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ตอบรับกระแสความนิยมของ Meta’s MUSE Agentic AI
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.10-33.35 บาท/ดอลลาร์
นอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ทั้ง ในส่วนของพัฒนาการสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังเริ่มมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึง ผลการเจรจาสุดยอดผู้นำระหว่างสหรัฐฯ กับจีน (Trump-Xi Summit) ทว่า ในช่วงระยะสั้นนี้ อาจต้องระวังความผันผวนจากเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เนื่องจากช่วงนี้ เป็นช่วงหยุดยาวของตลาดการเงินญี่ปุ่น ทำให้ปริมาณการทำธุรกรรมจะเบาบางลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เรามองว่า เงินบาทอาจพอได้อานิสงส์บ้าง ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินเอเชีย ที่อาจได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ซึ่งผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจต้องการทยอยเข้าซื้อหุ้นกลุ่มดังกล่าวพอสมควร ในช่วงก่อนรับรู้ผลการเจรจา Trump-Xi Summit และช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่หลายตลาดหุ้นเอเชียทยอยปิดทำการในช่วงวันหยุด
เราประเมินว่า เงินบาทยังคงมีโซนแนวต้านในช่วง 33.30 บาทต่อดอลลาร์ เป็นแนวต้านแรก ส่วนแนวต้านถัดไปที่มีความสำคัญจะอยู่แถว 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.00-33.10 บาทต่อดอลลาร์
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” ใน Time Frame รายสัปดาห์ จนกว่าจะอ่อนค่าทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน ส่วนใน Time Frame รายวัน เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” จนกว่าจะสามารถกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน อีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.10-33.35 บาท/ดอลลาร์
พูน พานิชพิบูลย์
นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน
Krungthai GLOBAL MARKETS
ธนาคารกรุงไทย
COMMENTS
{{ errors.name }}
{{ errors.value }}
{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}
RELATED TOPICS