สศอ. เผย MPI ก.ค. 69 ขยายตัวร้อยละ 0.46 อิเล็กทรอนิกส์–AI หนุนภาคการผลิต

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 94.80 ขยายตัวร้อยละ 0.46 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากอุตสาหกรรมที่สอดรับกับเทรนด์เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตตามกระแส AI และ Data Center รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารสำเร็จรูป ขณะที่ สศอ. ปรับประมาณการภาคอุตสาหกรรมปี 2569 โดยคาดว่า MPI จะขยายตัวเล็กน้อยในช่วงระหว่างร้อยละ 0.0 - 0.5 และ GDP ภาคอุตสาหกรรมจะขยายตัวในช่วงระหว่างร้อยละ 0.75 – 1.75 ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และกำลังซื้อในประเทศที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 94.80 ขยายตัวร้อยละ 0.46 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่สอดรับกับเทรนด์เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตตามกระแส AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ส่งผลต่อเนื่องไปยังการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูปยังเติบโตตามกระแส Pet Humanization และอาหารสำเร็จรูปได้รับอานิสงส์จากพฤติกรรมผู้บริโภคในสังคมเมือง นอกจากนี้ มาตรการภาครัฐในการกระตุ้นกำลังซื้อและบรรเทาต้นทุนพลังงาน รวมถึงเงินบาทที่อ่อนค่าลง ยังช่วยสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม ซึ่งส่งผลต่อความผันผวนของราคาพลังงาน ทำให้ต้นทุนการผลิตและต้นทุนโลจิสติกส์ของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ประกอบกับความเสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบ ความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน และความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อบรรยากาศการส่งออกและการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ รวมถึงการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานและการค้า นอกจากนี้ การท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ชะลอลงอาจส่งผลต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม แต่อย่างไรก็ตามภาคอุตสาหกรรมไทยยังสามารถปรับตัว การบริหารจัดการต้นทุน และการรักษาระดับการผลิตได้อย่างเหมาะสม

ด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนสิงหาคม 2569 “ส่งสัญญาณปกติเบื้องต้น”

โดยได้รับผลดีจากการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว แต่ยังมีแรงกดดันจากกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตในประเทศ ด้านปัจจัยต่างประเทศ ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากความกังวลต่อมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตในบางประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังมีผลดีจากความต้องการสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตได้ต่อเนื่อง

“สำหรับแนวโน้มปี 2569 สศอ. ได้ปรับประมาณการภาคอุตสาหกรรมจากประมาณการเดิม โดยคาดว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) จะขยายตัวที่ในช่วงระหว่างร้อยละ 0.0 - 0.5 ขณะที่ GDP ภาคอุตสาหกรรมคาดว่าจะขยายตัวในช่วงระหว่างร้อยละ 0.75 – 1.75 จากเดิมที่เคยประเมิน MPI และ GDP ภาคอุตสาหกรรมไว้ในช่วงร้อยละ 1.0 – 2.0 ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยกดดันสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการค้าระหว่างประเทศกับคู่ค้าหลักที่ยังมีทิศทางเติบโต มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน และความต้องการสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป” นายศุภกิจ กล่าว

สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนกรกฎาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่

ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ขยายตัวร้อยละ 9.12 จากน้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา น้ำมันก๊าด และน้ำมันเบนซิน 95 เป็นหลัก เนื่องจากในปีก่อนผู้ผลิตบางรายหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นครั้งใหญ่ ส่งผลให้ปีก่อนมีฐานต่ำ

คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ขยายตัวร้อยละ 28.23 จาก Hard Disk Drive เป็นหลัก เนื่องจากการเติบโตของ Data center และ AI จึงส่งผลให้มีความต้องการใช้อุปกรณ์จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

น้ำตาล ขยายตัวร้อยละ 28.30 จากน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ เป็นหลัก เนื่องจากการเร่งแปรรูปน้ำตาลทรายดิบเป็นน้ำตาลประเภทต่าง ๆ เพื่อส่งมอบตามสัญญา

สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนกรกฎาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่

น้ำมันปาล์ม หดตัวร้อยละ 22.88 จากน้ำมันปาล์มดิบ และน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ เนื่องจากปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดลดลง

ปุ๋ยเคมีและสารประกอบไนโตรเจน หดตัวร้อยละ 41.31 จากปุ๋ยเคมี เนื่องจากกำลังซื้อของเกษตรกรในประเทศหดตัว ประกอบกับต้นทุนแม่ปุ๋ยมีราคาสูง

พลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้น หดตัวร้อยละ 12.99 จาก Polyethylene และ Ethylene เป็นหลัก เนื่องจากมีคำสั่งซื้อลดลง ประกอบกับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment