{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand โดยชี้ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากภูมิเศรษฐศาสตร์ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งกำลังเปลี่ยนทั้งห่วงโซ่อุปทานและทิศทางการลงทุนของโลก สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นทั้งความท้าทายและโอกาส โดยไทยสามารถใช้ความเปิดกว้าง ที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับตลาดสำคัญทั่วโลก เสริมบทบาทเป็น “Trusted Connector” หรือฐานที่มั่นคงและเชื่อถือได้สำหรับบริษัทที่ต้องการเชื่อมโยงการผลิตและตลาดในหลายภูมิภาค
รองนายกรัฐมนตรีฯ ระบุว่า สัญญาณการลงทุนของไทยกำลังปรับดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยในครึ่งแรกของปี 2569 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มีมูลค่าราว 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% ขณะที่การลงทุนจริงของโครงการที่ได้รับการส่งเสริมมีมูลค่ามากกว่า 5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 30% นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 ยังขยายตัวเกือบ 15% ซึ่งเป็นอัตราสูงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ สะท้อนว่าการลงทุนกำลังกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง
รัฐบาลจึงวางแนวทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจไว้ใน 3 ระยะ คือ “Stabilise Today. Transition Now. Invest for Tomorrow.” ในระยะสั้น รัฐบาลจะช่วยดูแลประชาชนจากผลกระทบของราคาพลังงานอย่างตรงจุด ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยพระราชกำหนดกู้
จะเป็นส่วนสำคัญในการเร่งการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายไฟฟ้า การขนส่งสะอาด และอุตสาหกรรม
สีเขียว พร้อมเดินหน้า Direct Power Purchase Agreements และ Third-Party Access เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนลงทุนในระบบพลังงานมากขึ้น
สำหรับ Invest for Tomorrow รัฐบาลจะใช้การลงทุนภาครัฐเพื่อดึงเงินลงทุนภาคเอกชน เร่งการลงทุนจากต่างประเทศผ่าน Thailand FastPass และกระตุ้นการลงทุนของธุรกิจไทยผ่านกลไก กรอ. โดยนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการ FastPass การลงทุนจริงขยายตัวเป็นเลขสองหลักต่อเนื่องทั้งสองไตรมาสของปีนี้ และเมื่อรวมกับโครงการที่รัฐบาลช่วยผลักดัน คาดว่าจะสามารถเร่งเม็ดเงินลงทุนได้มากกว่า 7 แสนล้านบาท รองนายกรัฐมนตรีฯ เปรียบการพัฒนาเศรษฐกิจเสมือนทีมฟุตบอล โดยภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเป็น “กองหน้า” กรอ. และภาครัฐทำหน้าที่เป็น “กองกลาง” ช่วยแก้ปัญหาและผลักดันการลงทุน ขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและวินัยการคลังคือ “กองหลัง” ที่สร้างความมั่นใจให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างมั่นคง

รองนายกรัฐมนตรีฯ ย้ำว่า ความสำเร็จไม่ควรวัดจากเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าการลงทุนนั้นสร้างประโยชน์อะให้กับประเทศ โดยเน้นการลงทุนคุณภาพต้องนำเทคโนโลยีและการวิจัยเข้ามา เชื่อมธุรกิจไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และสร้างงานพร้อมทักษะใหม่ให้คนไทย ผ่าน Skill Bridge ซึ่งเป็นการฝึกอบรมแบบ demand-driven ตามทักษะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการจริง ขณะเดียวกัน ตลาดทุนจะช่วยรองรับการเปลี่ยนแปลงผ่าน TISA, BOI-to-IPO และ JUMP+ ทั้งหมดนี้เชื่อมกับแนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ที่ไทยจะนำเสนอในการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings ปลายปีนี้ โดย ดร.เอกนิติ ย้ำว่า “รัฐบาลจะเดินหน้านโยบายอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประคองเศรษฐกิจ เร่งการเปลี่ยนผ่าน และลงทุนเพื่ออนาคต บนพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง พร้อมรักษาวินัยการเงินการคลัง” เพราะท้ายที่สุด เป้าหมายไม่ใช่เพียงการนำเงินทุนเข้าประเทศ แต่คือการ เปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถ และสร้างโอกาสที่ดีขึ้นให้กับคนไทย
COMMENTS
{{ errors.name }}
{{ errors.value }}
{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}
RELATED TOPICS