ค่าเงินบาทเปิดเช้า 17 กรกฎาคม 2569 ที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้า 17 กรกฎาคม 2569 ที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.56 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up เข้าใกล้โซน 33.65 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.54-33.64 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยจังหวะแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวลงหลุดโซนแนวรับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ของราคาทองคำ (XAUUSD) ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ขณะเดียวกัน ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน จากแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่หนุนเงินดอลลาร์ พร้อมกดดันราคาทองคำ ผ่านความจำเป็นต้องปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด เพื่อปรับลดความเสี่ยงของพอร์ตและเพิ่มสภาพคล่อง ในจังหวะที่หุ้นธีม AI/Semiconductor เผชิญแรงขายที่รุนแรง นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด อาทิ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ดัชนีภาวะภาคการผลิตอุตสาหกรรมโดย FED สาขา Philadelphia รวมถึง คาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 2 ของ FED สาขา Atlanta ทว่า ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนมิถุนายน ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง +0.2%m/m (+1.0% ในเดือนก่อนหน้า) สอดคล้องกับคาดการณ์ของตลาด

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางแรงเทขายหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ที่ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง อาทิ Micron -5.7%, Nvidia -2.4% ขณะเดียวกันบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ต่างพลิกกลับมาปรับตัวลง โดยเฉพาะ Alphabet -4.4% สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มเติม ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อาทิ หุ้นกลุ่ม Healthcare, กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อีกทั้ง หุ้นกลุ่มพลังงานยังคงได้อานิสงส์จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.20% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.51% ขณะที่ดัชนีหุ้น Nasdaq Composite ดิ่งลงกว่า -1.47%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.16% แม้จะเผชิญแรงกดดันจากความกังวลของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อบรรดาหุ้นกลุ่มเหมือแรง อย่าง Rio Tinto -1.8% ตามการปรับตัวลงของราคาแร่โลหะต่างๆ ในช่วงนี้ ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม รวมถึงหุ้นกลุ่ม Defensive อาทิ กลุ่ม Healthcare และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะเดียวกัน การรีบาวด์ขึ้นของ ASML +3.2% หลังปรับตัวลงในวันก่อนหน้า ได้เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นยุโรป

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ระหว่างโซน 4.55%-4.60% แม้จะมีจังหวะปรับตัวสูงขึ้นบ้าง ทว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ไม่ได้ปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ได้ช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทั้งนี้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังร้อนแรงอยู่ กอปรกับภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่ยังคงหนุนความต้องการถือครองเงินดอลลาร์ ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงถูกจำกัดอยู่บ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED และปรับสถานะถือครองเงินดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 100.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.5-100.8 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จะไม่ได้ปรับเปลี่ยนมากนัก ทว่า จังหวะแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และผลกระทบจากแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ปรับตัวลดลงหลุดโซนแนวรับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ การปรับตัวลงของราคาทองคำได้ถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ การแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงราว 8.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งอาจมีการพูดถึงประเด็นสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ ทำให้การแถลงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินได้พอควรและควรติดตามอย่างใกล้ชิด ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ นั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) รวมถึงข้อมูลตลาดบ้าน ในเดือนมิถุนายน พร้อมรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนกรกฎาคม โดยเฉพาะในส่วนของ รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ระยะสั้นและระยะยาว

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ในเดือนกรกฎาคม เพื่อประกอบการประเมิน แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB)

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงและมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และที่สำคัญ ควรจับตาการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เราคงมุมมองเดิมว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะยังคงมีความไม่แน่นอนสูง เหมือนในปัจจุบัน เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ และทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ลดลง จะช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทได้ อย่างน้อยในระยะสั้น โดยเงินบาทอาจติดโซนแนวต้านแถว 33.70-33.80 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์

อย่างไรก็ดี ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันอ่อนค่าลงบ้าง ตามแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจสร้างแรงกดดันต่อทั้งบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย โดยเฉพาะสกุลเงินที่อ่อนไหวต่อหุ้นกลุ่มดังกล่าวสูง เช่น เงินวอนเกาหลีใต้ (KRW) และเงินไต้หวันดอลลาร์ (TWD) รวมถึง แรงกดดันต่อราคาทองคำ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจต้องลดสัดส่วนการถือครองทองคำในพอร์ตลง เพื่อปรับลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ต และเพิ่มสภาพคล่องในจังหวะเกิดแรงเทขายหุ้นกลุ่มดังกล่าว เหมือนที่ได้เคยเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ในช่วงก่อนหน้า ทั้งนี้ หากราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถรีบาวด์ขึ้นได้บ้างในช่วงระหว่างวัน หรืออย่างน้อยแกว่งตัวในกรอบ Sideways อาจช่วยลดทอนแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทได้

และที่สำคัญ เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจน จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า หากเทียบเคียงกับช่วงก่อนหน้าที่สหรัฐฯ ได้ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน จนกว่าการปิดล้อมทางทะเลจะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเงินต่ออิหร่านมากเพียงพอ ให้ทางการอิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจาหยุดยิง อีกทั้งควรระวังความเสี่ยงที่เงินบาทอาจอ่อนค่าลงเพิ่มเติม ในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น (เพื่อเร่งให้อิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจา) จนเร่งให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า ในภาวะดังกล่าวผู้เล่นในตลาดอาจกลับมาปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อเงินบาทผ่านการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ การปรับตัวลงของราคาทองคำ และแรงขายหุ้นเทคฯ กลุ่ม AI/Semiconductor ที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง ทำให้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก

เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ (หากมองใน Time Frame รายวัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซน 33.20 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะสั้นได้) เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.45-33.75 บาท/ดอลลาร์

พูน พานิชพิบูลย์

นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน

Krungthai GLOBAL MARKETS

ธนาคารกรุงไทย


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment