{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า
ค่าเงินบาทเปิดเช้า 10 กรกฎาคม 2569 ที่ระดับ 33.38 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.43 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.36-33.48 บาทต่อดอลลาร์) หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างที่ตลาดได้กังวลก่อนหน้า (แต่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง) อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความคาดหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลงพอควร โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับตัวลงจากโซน 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สู่โซน 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะ FED ขณะเดียวกัน บรรยากาศในตลาดการเงินได้ทยอยกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ส่งผลให้โดยรวมเงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถรีบาวด์ขึ้นเหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หลังผู้เล่นในตลาดลดความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Meta +4.7% รวมถึง บรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor นำโดย AMD +5.7% ทว่าการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบได้สร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil -2.6% ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +0.27% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.81% ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.30%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +0.78% หลังผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง พร้อมปรับลดโอกาสการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป ส่งผลให้ตลาดหุ้นยุโรปมีการรีบาวด์สูงขึ้นเป็นวงกว้าง ยกเว้นหุ้นกลุ่มพลังงานที่เผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ และหุ้นกลุ่ม Healthcare โดยเฉพาะ AstraZeneca -6.2% หลังบริษัทรายงานผลการวิจัยยาในขั้นตอนการทดลองทางคลินิกระยะสุดท้ายที่น่าผิดหวัง
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงบ้าง สู่ระดับ 4.55% ตามการปรับตัวลงของราคาพลังงานและการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 36% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ทั้งนี้ เราคงประเมินว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรยากาศในตลาดการเงิน อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อย ในกรอบ Sideways Down ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมและการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้ม FED ขึ้นดอกเบี้ย ทว่า เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับเปลี่ยนสถานะถือครองชัดเจน จนกว่าจะรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อลงเล็กน้อย สู่โซน 100.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.8-101.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ลดลงบ้าง และหนุนการปรับตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ช่วยให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทยอยรีบาวด์สูงขึ้นและสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ทว่า ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินและการรีบาวด์ขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานอัตราเงินเฟ้อฝั่งยุโรป ทั้ง อัตราเงินเฟ้อของเยอรมนี และฝรั่งเศส ในเดือนมิถุนายน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อของยูโรโซน และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB)
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้นอย่างมีนับสำคัญ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานภาวะตลาดน้ำมันรายเดือนจากทาง IEA (IEA Monthly Report) ที่จะช่วยสะท้อนภาพตลาดน้ำมัน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันได้
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น จนส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง และนำมาสู่การปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะ FED ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อทั้งราคาทองคำ และหุ้นธีม AI/Semiconductor (รวมถึงบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวม) เงินบาทมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยยังมีโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนโซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า ก่อนที่จะปรับสถานะถือครอง อย่าง สถานะ Long USD อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ บรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินอาจพอช่วยหนุนเงินบาทได้บ้าง ผ่านแรงซื้อสินทรัพย์ไทย โดยบรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังคงทยอยเข้าซื้อหุ้นไทย รวมถึงบอนด์ไทยเพิ่มเติมได้ แต่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง จะเป็นปัจจัยที่จำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทไว้เหนือโซนแนวรับดังกล่าว
ในทางกลับกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนเร่งให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นมากและมีโอกาสเห็นราคาน้ำมันดิบกลับสู่โซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือมากกว่าได้ จะทำให้ ผู้เล่นในตลาดยิ่งมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จนหนุนให้ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อพอสมควร พร้อมทั้งกดดันราคาทองคำและเงินบาท โดยในกรณีนี้ เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้านสำคัญ และเปิดโอกาสอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์
เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ควรมีทิศทางดีขึ้น
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ (หากมองใน Time Frame รายวัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซน 33.20 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะสั้นได้) เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.50 บาท/ดอลลาร์
พูน พานิชพิบูลย์
นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน
Krungthai GLOBAL MARKETS
ธนาคารกรุงไทย
COMMENTS
{{ errors.name }}
{{ errors.value }}
{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}
RELATED TOPICS