{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พร้อมด้วย นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมติดตามกรณีตำรวจจับกุมผู้แอบอ้างเป็นแพทย์ จำนวน 2 ราย ซึ่งจบการศึกษาเพียงระดับ ม.6 และ ปวช. แต่อาศัยประสบการณ์จากการทำงานในคลินิก ก่อนเปิดบ้านพักรับฉีดสารเสริมความงามให้ประชาชน สร้างรายได้เดือนละกว่า 1 แสนบาท
นางสาวศุภมาส กล่าวว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงรูปแบบใหม่ของธุรกิจเสริมความงาม จากเดิมที่มุ่งยกระดับคลินิกในระบบให้มีสัญญามาตรฐานและดูแลผู้บริโภคตามกฎหมาย แต่ขณะนี้พบว่าความเสี่ยงได้ขยับไปสู่นอกระบบ คือผู้ที่ไม่ได้เป็นแพทย์ใช้ช่องทางออนไลน์เข้าถึงประชาชน และเปิดสถานที่ให้บริการฉีดสารเสริมความงามโดยไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบการควบคุมตามกฎหมาย ตนจึงได้สั่งการให้ สคบ. ติดตามเฝ้าระวังธุรกิจเสริมความงามที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และประสานส่งต่อข้อมูลหรือเบาะแสให้แพทยสภา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่กับผู้แอบอ้างเป็นแพทย์อย่างถึงที่สุด
การดำเนินการดังกล่าวเป็นการสานต่อนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก และต่อยอดจากมาตรการที่นางสาวศุภมาสได้สั่งการไว้ก่อนหน้านี้ หลังเกิดกรณีผู้เสียชีวิตในคลินิกเสริมความงามที่จังหวัดนครปฐมเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยได้สั่งให้ สคบ. ตรวจสอบคลินิกเสริมความงามทั่วประเทศ ให้ทุกแห่งจัดทำสัญญามาตรฐานตามกฎหมาย รวมถึงตนได้ลงพื้นที่ตรวจด้วยตนเองที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
สำหรับข้อกฎหมาย ผู้ที่ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากแพทยสภา มีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 26 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 43 และหากเปิดสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีความผิดตามกฎหมายสถานพยาบาลเพิ่มเติม
ส่วน สคบ. มีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจเสริมความงามในฐานะธุรกิจควบคุมสัญญา โดยผู้ประกอบการต้องจัดทำสัญญาและส่งมอบให้ผู้รับบริการ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“การฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ไม่ใช่เรื่องเล็ก ต้องใช้ความรู้ด้านกายวิภาค การวินิจฉัย และการช่วยชีวิตในภาวะฉุกเฉิน หากทำโดยคนที่ไม่ใช่แพทย์ ราคาถูกวันนี้อาจแลกมาด้วยใบหน้าเสียโฉมถาวร หรือร้ายแรงถึงชีวิต ดิฉันจึงสั่งการให้ สคบ. ทำงานเชิงรุก เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภค และลดความเสี่ยงจากการให้บริการเสริมความงามที่ไม่ได้มาตรฐาน ประชาชนควรตรวจสอบ 2 เรื่องก่อนรับบริการทุกครั้ง คือ หมอเป็นแพทย์จริงหรือไม่ โดยตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์แพทยสภา https://checkmd.tmc.or.th/v3 และสถานที่ให้บริการเป็นสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ หากพบการแอบอ้างเป็นแพทย์ หรือได้รับความเสียหายจากบริการเสริมความงาม สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด โดย สคบ. จะส่งต่อทุกเบาะแสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป” นางสาวศุภมาส กล่าว
COMMENTS
{{ errors.name }}
{{ errors.value }}
{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}
RELATED TOPICS