{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก.ล.ต. ร่วมกับกระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าขับเคลื่อน ชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ความน่าสนใจและความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย และร่วมกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) จัดตั้ง “คณะทำงานพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทย” เพื่อผลักดันแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพตลาดตราสารหนี้ไทยร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้องในตลาดตราสารหนี้
ด้วยตลาดทุนไทยอยู่ในช่วงเวลาสำคัญที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อการแข่งขันในภูมิภาค พฤติกรรมผู้ลงทุนที่เปลี่ยนแปลง และพัฒนาการของเทคโนโลยี ก.ล.ต. จึงให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนมาตรการเชิงโครงสร้างร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคตลาดทุน เพื่อให้ตลาดทุนไทยเป็นทั้งแหล่งระดมทุนที่มีประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และเป็นช่องทาง การออมการลงทุนระยะยาวของประชาชนอย่างมั่นคง
โดยชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย ภายใต้คณะทำงานเพื่อพิจารณามาตรการปฏิรูปตลาดทุนไทย (Taskforce) ซึ่งจัดตั้งและดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2568 ดำเนินการภายใต้กรอบการทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ การสร้างฐานผู้ลงทุนคุณภาพ การเพิ่มอุปสงค์ที่มีคุณภาพและน่าสนใจ การยกระดับความน่าเชื่อถือของตลาด และการพัฒนาระบบนิเวศที่สนับสนุนการเติบโตของตลาดทุน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การสร้างวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวผ่านบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล การส่งเสริมบทบาทผู้ลงทุนสถาบัน การดึงดูดบริษัทคุณภาพและธุรกิจ new economy เข้าสู่ตลาดทุน การยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ Jump+ และ Value Up Program การปรับกระบวนการ IPO และ foreign listing ให้แข่งขันได้ ตลอดจนยกระดับธรรมาภิบาลของผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุน (gatekeepers) และการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลและประสิทธิภาพของตลาดทุน

ทั้งนี้ ในวันที่ 16 มิถุนายน 2569 คณะทำงานเพื่อพิจารณามาตรการปฏิรูปตลาดทุนไทย (Taskforce) ได้มีการประชุมติดตามความคืบหน้าและการดำเนินการของมาตรการต่าง ๆ โดยสามารถสรุปความคืบหน้าของชุดมาตรการได้ดังนี้
(1) ด้านการสร้างฐานผู้ลงทุนคุณภาพได้มีการผลักดันแนวทางพัฒนาบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล หรือ TISA ร่วมกับกระทรวงการคลัง FETCO และตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยอยู่ระหว่างหารือเพิ่มเติมและเตรียมแนวทางเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ขณะที่ด้านผู้ลงทุนสถาบันก็ได้มีการเปิดทางให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดทุนไทยได้มากขึ้น
(2) ด้านการเพิ่มอุปสงค์ หรือ supply ที่มีคุณภาพและน่าสนใจ มีความคืบหน้าทั้งการผลักดันโครงการเพื่อดึงดูดบริษัทที่มีคุณภาพและธุรกิจในอุตสาหกรรมกลุ่มเป้าหมายเข้าสู่ตลาดทุน รวมถึงการยกระดับบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ Jump+ ซึ่งมีบริษัทเข้าร่วมแล้ว 142 บริษัท และโครงการ Corporate Value Up ที่มีบริษัทเข้าร่วมและเปิดเผยข้อมูลแล้ว 4 บริษัท และอีกประมาณ 117 บริษัทอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา
(3) ด้านความน่าเชื่อถือของตลาดทุน ได้ดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน เช่น การยกระดับ Interim MD&A การปรับปรุงหลักเกณฑ์รายการที่มีนัยสำคัญและรายการที่เกี่ยวโยงกัน รวมถึงการยกระดับบทบาทของผู้ตรวจสอบภายใน ที่ปรึกษาทางการเงิน และเลขานุการบริษัท เพื่อเสริมกลไกป้องกันและตรวจจับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในตลาดทุน
(4) ด้านการพัฒนาระบบนิเวศของตลาดทุนยุคใหม่ เช่น การรองรับ tokenization ของตราสารหนี้และหน่วยลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การทบทวนโครงสร้างตลาดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการซื้อขาย และการผลักดัน e-proxy เพื่อลดอุปสรรคในการใช้สิทธิของผู้ลงทุนต่างประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบการจัดตั้ง “คณะทำงานพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทย” หรือ Taskforce ตลาดตราสารหนี้ โดย ก.ล.ต. และสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เป็นหน่วยงานหลักในการทำหน้าที่ขับเคลื่อน รวมถึงประสานความร่วมมือต่าง ๆ ซึ่งในวันที่ 16 มิถุนายน 2569 คณะทำงานเพื่อพิจารณามาตรการปฏิรูปตลาดทุนไทย
ได้มีการประชุมร่วมกับ Taskforce ตลาดตราสารหนี้ อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยเป้าหมายของ Taskforce ตลาดตราสารหนี้ คือ การพิจารณาแนวทางพัฒนาตลาดตราสารหนี้อย่างรอบด้าน เพื่อส่งเสริมคุณภาพของตลาดตราสารหนี้ไทย เนื่องจากตลาดตราสารหนี้ไทยมีขนาดประมาณร้อยละ 96 ของ GDP และมูลค่าตราสารหนี้ภาคเอกชนอยู่ที่ประมาณ 4.68 ล้านล้านบาท หรือราวร้อยละ 25 ของ GDP สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของตลาดตราสารหนี้ในฐานะแหล่งเงินทุนทางเลือกของภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ดี ตลาดตราสารหนี้ยังมีประเด็นที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม โดยเฉพาะโครงสร้างผู้ลงทุนที่มีสัดส่วนผู้ลงทุนรายย่อยสูงเกือบร้อยละ 50 ของตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน ซึ่งแตกต่างจากตลาดพัฒนาแล้วที่มีสัดส่วนผู้ลงทุนรายย่อยต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงความจำเป็นในการยกระดับการเปิดเผยข้อมูล การคุ้มครองผู้ลงทุน การพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดตราสารหนี้ และการสร้างระบบนิเวศเพื่อรองรับตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง (high yield bond) และตราสารหนี้ที่อยู่ระหว่างผิดนัดชำระหนี้ (distressed bond) อย่างเหมาะสม

สำหรับ Taskforce ตลาดตราสารหนี้ จะมุ่งเน้นการดำเนินงานภายใต้ 4 มาตรการหลัก ได้แก่ (1) มาตรการขยายฐานและยกระดับผู้ลงทุนที่มีคุณภาพและมีความหลากหลาย (2) มาตรการเพิ่มทางเลือกและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจและผู้ลงทุน (3) มาตรการส่งเสริมความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของตลาดตราสารหนี้ผ่านการยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลและการคุ้มครองผู้ลงทุน และ (4) มาตรการพัฒนาระบบนิเวศหรือโครงสร้างพื้นฐาน กฎเกณฑ์ และระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ คณะทำงานพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทยจะเริ่มหารือร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย รวมถึงแผนการดำเนินงานในประเด็นสำคัญ พร้อมผลักดันมาตรการที่ได้รับความเห็นร่วมกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

COMMENTS
{{ errors.name }}
{{ errors.value }}
{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}
RELATED TOPICS