{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

กรมศุลกากรยกระดับมาตรการทางกฎหมาย เพิ่มโทษปรับกรณีลักลอบส่งออกกัญชาและการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อส่งออก เพื่อป้องปรามการกระทำความผิด ปกป้องภาพลักษณ์ประเทศ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในเวทีการค้าโลก มีผลบังคับใช้ทันที
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้า–ส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย โดยให้ความสำคัญกับการสกัดกั้นการลักลอบส่งออกกัญชาและการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าส่งออก เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ สร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นของคู่ค้าต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทย โดยในปีงบประมาณ 2569 (เดือน ต.ค. 2568 - พ.ค. 2569) กรมศุลกากรได้ตรวจยึดและจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีการลักลอบส่งออกกัญชาเป็นจำนวนมากถึง 2,983 คดี น้ำหนักรวม 35,011 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 445 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมา การดำเนินการกับผู้กระทำความผิดกรณีดังกล่าว มีมาตรการหลักคือการให้ยกของกลางให้เป็นของแผ่นดิน ส่งผลให้ในบางกรณีผู้กระทำผิดยังคงประเมินว่าความเสี่ยงจากการกระทำผิดมีต้นทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่อาจได้รับ เนื่องจากมูลค่าการซื้อขายกัญชา ณ ประเทศปลายทางมีราคาสูงมาก กรมศุลกากรจึงได้ปรับเพิ่มเกณฑ์การลงโทษให้มีความเข้มงวดและเด็ดขาดยิ่งขึ้น โดยกำหนดค่าปรับตามปริมาณกัญชาที่ตรวจยึดได้ในอัตรากิโลกรัมละ 30,000 บาท และให้ยกของกลางให้เป็นของแผ่นดิน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การลักลอบส่งออกกัญชาไม่เพียงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย เนื่องจากหลายประเทศยังคงถือว่ากัญชาเป็นยาเสพติดผิดกฎหมายและมีบทลงโทษรุนแรง การเพิ่มมาตรการลงโทษในครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มแรงยับยั้งและลดแรงจูงใจในการกระทำความผิด และเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นแหล่งรวบรวมหรือเส้นทางลำเลียงกัญชาไปยังต่างประเทศ พร้อมทั้งยกระดับความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อมาตรการป้องกันและสกัดกั้นการส่งออกสินค้าผิดกฎหมายของไทย อันจะช่วยรักษาภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังได้เพิ่มเกณฑ์การลงโทษกรณีแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้า หรือการสวมสิทธิประเทศกำเนิดสินค้าโดยสำแดงเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ ทั้งนี้ ได้กำหนดค่าปรับเป็นเงิน 500,000 บาท และให้ระงับการใช้สิทธิประโยชน์ทุกประเภท เนื่องจากการกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในการค้าระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้ทางการค้าหรือการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าจากประเทศไทยของประเทศคู่ค้า โดยปัจจุบันหลายประเทศให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์การค้าโลกมีความอ่อนไหวต่อมาตรการภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าจึงไม่ใช่เพียงการฝ่าฝืนกฎหมายศุลกากร แต่ยังอาจสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต และกระทบต่อความเชื่อมั่นที่นานาชาติมีต่อประเทศไทย
อธิบดีกรมศุลกากรกล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับปรุงบทลงโทษดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมศุลกากรในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดด้านศุลกากรอย่างจริงจัง ควบคู่กับการรักษามาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ สร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ส่งเสริมการส่งออก และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการค้าของประเทศไทย ตลอดจนภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในเวทีการค้าระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน
COMMENTS
{{ errors.name }}
{{ errors.value }}
{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}
RELATED TOPICS