{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ที่ปรึกษาชั้นนำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันระดับองค์กร (Digital Enterprise Transformation) แนะองค์กรไทยวางกลยุทธ์การย้ายระบบ IT จากโครงสร้างพื้นฐานเดิมภายในองค์กรไปยังระบบคลาวด์ (Cloud Migration) อย่างเป็นระบบ เพื่อวางรากฐานในการทรานส์ฟอร์มองค์กรโดยใช้เทคโนโลยีคลาวด์เป็นแกนหลัก (Cloud Transformation) โดยเทคโนโลยีคลาวด์กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ไม่ใช่เพียงเครื่องมือสำหรับลดต้นทุนด้าน IT แต่ช่วยให้องค์กรเปิดตัวบริการใหม่ได้เร็วขึ้น ขยายระบบได้ตามการเติบโต เพิ่มความยืดหยุ่น ความปลอดภัย และต่อยอดเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI และ Advanced Analytics ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK กล่าวว่า ในวันที่การแข่งขันทางธุรกิจถูกกำหนดด้วยความเร็ว ข้อมูล และความสามารถในการปรับตัว องค์กรที่ยังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐาน IT แบบเดิมอาจเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น ทั้งด้านต้นทุน ความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบดั้งเดิม (Legacy Infrastructure) ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และข้อจำกัดในการนำข้อมูลไปสร้างมูลค่าทางธุรกิจ โดยการทำ Cloud Migration จะช่วยให้องค์กรมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับการเติบโตได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม การทำ Cloud Migration ให้สำเร็จไม่ได้หมายถึงการย้ายระบบขึ้นคลาวด์ให้เร็วที่สุด หรือทำ Lift and Shift เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการประเมินระบบอย่างรอบด้าน เลือกแนวทางที่เหมาะสม และบริหารโครงการอย่างมีโครงสร้าง เพราะไม่ใช่ทุกระบบที่ควรถูกย้ายขึ้นคลาวด์ และไม่ใช่ทุกระบบที่ควรถูกย้ายด้วยวิธีเดียวกัน
“หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือ องค์กรพยายามทำ Cloud Migration ให้เร็วที่สุด โดยมองเป็นเพียงการย้ายระบบ IT หรือการลดต้นทุนด้าน Infrastructure แต่ไม่ได้ประเมินอย่างรอบด้านว่าระบบใดควรถูกย้าย ย้ายด้วยวิธีใด และจะสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างไร สุดท้ายจึงอาจกลายเป็นการย้ายความซับซ้อนเดิมไปอยู่บนสภาพแวดล้อมใหม่ พร้อมต้นทุนและความเสี่ยงที่สูงขึ้น Cloud Migration ที่ประสบความสำเร็จจึงไม่ใช่การย้ายให้เร็วที่สุด แต่คือการย้ายให้ถูกระบบ ถูกวิธี และถูกจังหวะ เพื่อให้องค์กรสามารถแข่งขัน ขยายตัว และต่อยอดเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างยั่งยืน” นายพชร กล่าวเสริม
นางสาวพิรดล คุปต์ถาวรฤกษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cloud Migration จากบริษัท ออร์บิท ดิจิทัล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบลูบิค กล่าวว่า สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงและการพึ่งพาระหว่างระบบ (Dependency) รวมถึงการวัดสมรรถนะตั้งต้นของระบบ (Performance Baseline) ก่อนย้ายระบบ เพราะหากองค์กร ไม่เห็นภาพว่าแต่ละภาระงานของระบบ (Workload) เชื่อมต่อกันอย่างไร ใช้ทรัพยากรเท่าไร และต้องการความเร็วในการตอบสนองของระบบ (Latency Requirement) ระดับใด การเลือกกลยุทธ์การย้ายระบบที่เหมาะสมก็อาจทำได้ยาก
“หากไม่มีกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจน (Framework) องค์กรอาจย้ายระบบขึ้นคลาวด์ได้สำเร็จในเชิงเทคนิค แต่ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง ดังนั้นการทำ Cloud Migration จึงต้องครอบคลุมตั้งแต่การประเมินระบบ การวางแผนกลยุทธ์ การดำเนินงาน การติดตามผลหลังย้ายระบบ ไปจนถึงการบริหารผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้คลาวด์ กลายเป็นรากฐานของการเติบโต ไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT รูปแบบใหม่” นางสาวพิรดล กล่าว

บลูบิค จึงแนะนำเฟรมเวิร์ก 5 ขั้นตอนทำ Cloud Migration เพื่อช่วยให้องค์กรวางแผนการย้ายระบบ ขึ้นคลาวด์อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การเข้าใจภาพรวมระบบเดิม การเลือกกลยุทธ์ Migration ที่เหมาะสม การดำเนินงานอย่างควบคุมความเสี่ยง ไปจนถึงการติดตามและปรับแต่งระบบหลังขึ้นคลาวด์ เพื่อให้ Cloud Migration สามารถสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้จริงในระยะยาว โดย Framework ดังกล่าวประกอบด้วย 5 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ ประเมินระบบเดิมให้รอบด้านก่อนตัดสินใจย้าย เลือกกลยุทธ์การระบบให้เหมาะสม ย้ายระบบอย่างมีแผนและควบคุมคุณภาพ ติดตามผลและปรับแต่งระบบหลังย้ายขึ้นคลาวด์ และบริหารโครงการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ไปในทิศทางเดียวกัน
1) ประเมินระบบเดิมให้รอบด้านก่อนตัดสินใจย้าย
ขั้นตอนแรกของ Cloud Migration คือการประเมินระบบปัจจุบันขององค์กรอย่างละเอียด ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน แอปพลิเคชัน ฐานข้อมูล การเชื่อมต่อระหว่างระบบ และปริมาณการใช้งานจริง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าระบบใดมีความสำคัญต่อธุรกิจ ระบบใดมีข้อจำกัดด้านเทคนิค ระบบใดมีความเสี่ยง และระบบใดมีความพร้อมในการย้ายขึ้นคลาวด์มากน้อยเพียงใด
การประเมินระบบที่ดีควรครอบคลุมทั้งการจัดทำรายการโครงสร้างพื้นฐาน IT (Infrastructure Inventory), การประเมินแอปพลิเคชัน (Application Assessment), การประเมินฐานข้อมูล (Database Assessment), การทำแผนผังความเชื่อมโยงและการพึ่งพาระหว่างระบบ (Dependency Mapping), การประเมินความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนด (Security and Compliance) และการวัดสมรรถนะตั้งต้นของระบบ (Performance Baseline) เพื่อใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นในการออกแบบสถาปัตยกรรมเป้าหมาย กำหนดขนาดทรัพยากรบนคลาวด์ และวางแผนย้ายระบบ ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานจริง
2) เลือกกลยุทธ์การย้ายระบบให้เหมาะสม
หลังจากเข้าใจภาพรวมระบบทั้งหมดแล้ว องค์กรต้องเลือกกลยุทธ์การย้ายระบบที่เหมาะสม โดยไม่ควรใช้ วิธีเดียวกันกับทุกระบบ เพราะแต่ละระบบมีความสำคัญทางธุรกิจ ความซับซ้อนทางเทคนิค และระดับความพร้อม ที่แตกต่างกัน โดยกลยุทธ์การย้ายระบบประกอบด้วย
Retain - การเก็บบางระบบไว้ในสภาพแวดล้อมเดิม หากยังไม่มีความจำเป็นหรือความคุ้มค่าในการย้าย ขึ้นคลาวด์ในระยะสั้น หรือมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยหรือกฎหมาย
Retire - การปิดระบบที่ไม่มีการใช้งานแล้ว
Rehost - การนำระบบเดิมย้ายขึ้นคลาวด์ทันทีโดยไม่ต้องแก้โค้ด ทำได้รวดเร็ว เหมาะกับการย้ายปริมาณมาก
Relocate - การย้ายเครื่องเสมือน (VM) จากสภาพแวดล้อมเดิมไปยังระบบใหม่ทันทีโดยเปลี่ยนแปลงน้อยมาก
Repurchase - การเปลี่ยนไปใช้โซลูชันใหม่ในรูปแบบ SaaS
Replatform - การย้ายระบบขึ้นคลาวด์ พร้อมปรับเปลี่ยนองค์ประกอบบางส่วนเพื่อให้ทำงานได้ดีขึ้น
Refactor - การปรับโครงสร้างระบบให้สามารถใช้ประโยชน์จาก Cloud-native Architecture ได้เต็มศักยภาพ
บลูบิคมองว่า Replatform และ Refactor เป็นแนวทางที่มีโอกาสสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้สูง โดยเฉพาะในกรณีที่องค์กรต้องการเพิ่มความเร็วในการพัฒนาระบบ รองรับการขยายตัวในอนาคต และต่อยอดสู่การใช้ Cloud-native Services ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3) ย้ายระบบอย่างมีแผนและควบคุมคุณภาพ
การย้ายระบบ (Execution) คือการนำระบบเข้าสู่สภาพแวดล้อมใหม่บนคลาวด์ ครอบคลุมตั้งแต่การตั้งค่าโครงสร้างพื้นฐาน การเตรียมสภาพแวดล้อมใหม่ (Environment) การย้ายภาระงานของระบบ (Workload) การย้ายฐานข้อมูล การปรับโค้ดหรือกระบวนการส่งมอบซอฟต์แวร์ (Pipeline) ที่จำเป็น การทดสอบระบบ และการเปลี่ยนผ่านระบบจริง (Cut-over) ในแต่ละสภาพแวดล้อม เช่น การทดสอบเชื่อมต่อระบบ (System Integration Test: SIT), การทดสอบเพื่อยอมรับระบบโดยผู้ใช้งาน (User Acceptance Test: UAT) และระบบใช้งานจริง (Production)
สำหรับระบบที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันหลายส่วน การใช้แนวทางแบบทยอยย้ายเป็นชุด (Wave-based Migration) จะช่วยให้องค์กรสามารถย้ายระบบได้อย่างเป็นขั้นตอน ลดความเสี่ยง และบริหารผลกระทบต่อธุรกิจได้ดีกว่าการย้ายทั้งหมดในครั้งเดียว
นอกจากนี้ องค์กรควรมีแผนที่ชัดเจน เพื่อรองรับกรณีที่เกิดปัญหาระหว่างการย้ายระบบ โดยเฉพาะระบบที่มีความสำคัญต่อธุรกิจหรือระบบที่ต้องให้บริการอย่างต่อเนื่อง

4) ติดตามผลและปรับแต่งระบบหลังย้ายขึ้นคลาวด์
Cloud Migration ไม่ได้จบในวันที่ระบบย้ายขึ้นคลาวด์สำเร็จ แต่องค์กรยังต้องติดตามผลและปรับแต่งระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าระบบใหม่สามารถทำงานได้ตามเป้าหมาย ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความเสถียร ความปลอดภัย และต้นทุน
องค์กรควรตั้งค่าการดำเนินงานหลังการย้ายระบบให้ครอบคลุมมิติสำคัญ เช่น ความปลอดภัย การสำรองข้อมูล การดูแลระบบ และการควบคุมค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด (Cost Optimization) พร้อมติดตามตัวชี้วัดสำคัญ และค่าใช้จ่ายของคลาวด์เพื่อระบุโอกาสในการปรับทรัพยากรให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง ลดการใช้งานที่ไม่จำเป็น และทำให้คลาวด์สามารถสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้ต่อเนื่องหลัง Go-live
5) บริหารโครงการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ไปในทิศทางเดียวกัน
Cloud Migration ถือว่าเป็นโครงการทรานส์ฟอร์เมชันที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ทั้งผู้บริหาร หน่วยธุรกิจ ทีม IT และผู้ใช้งาน จึงต้องมีการบริหารจัดการโครงการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจเป้าหมายร่วมกันตั้งแต่ต้น
สำหรับโครงการที่มีความซับซ้อนสูง การมีผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจทั้งมุมกลยุทธ์ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ (Strategic PMO) จะช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มโอกาสความสำเร็จ และทำให้ Cloud Migration ไม่ใช่เพียงการย้ายระบบไปอยู่บนคลาวด์ แต่เป็นการยกระดับขีดความสามารถขององค์กรให้สามารถแข่งขัน เติบโต และปรับตัวได้ดีกว่าเดิม
“ในวันที่เทคโนโลยีเป็นตัวกำหนดความเร็วของธุรกิจ Cloud Migration ไม่ใช่โครงการที่องค์กรควรเลื่อนออกไปจนกว่าระบบเดิมจะหมดอายุ แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพราะในขณะที่บางองค์กรยังลังเลว่าจะย้ายระบบขึ้นคลาวด์เมื่อไร คู่แข่งอาจกำลังใช้คลาวด์เพื่อสร้างบริการใหม่ ลดข้อจำกัดของระบบเดิม และต่อยอด AI หรือ Data Analytics เพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจไปแล้ว” นายพชร กล่าวทิ้งท้าย
Cloud Migration จึงไม่ใช่แค่การย้ายระบบ แต่คือการย้ายองค์กรไปสู่ขีดความสามารถใหม่ในการแข่งขัน โดยองค์กรที่เริ่มต้นด้วยแนวทางที่ถูกต้อง จะสามารถลดความเสี่ยง ควบคุมต้นทุน และเปลี่ยนคลาวด์ให้เป็นกลไกสำคัญ ในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัทฯ สามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ Website : www.bluebik.com หรือติดตามข่าวสารผ่านทางโซเชียลมีเดียได้ที่ Facebook Page : Bluebik Group และ LinkedIn : Bluebik Group
COMMENTS
{{ errors.name }}
{{ errors.value }}
{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}
RELATED TOPICS