กยท. ชูราคากลางกับสภาพของยาง ย้ำความโปร่งใส วางรูปแบบไม่ให้ประมูลล๊อตใหญ่ เน้นแบ่งเป็นล๊อตเล็กๆ เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสในการแข่งขัน

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เดินหน้าระบายสต๊อกยางพารารวม 18,481.39 ตัน ผ่านการขายทอดตลาด มูลค่าราคาเริ่มต้นรวมกว่า 818 ล้านบาท โดยย้ำชัดว่าหัวใจสำคัญของการประมูลครั้งนี้อยู่ที่ “ที่มาของราคากลาง” ซึ่งพิจารณาจากปริมาณยาง สภาพการจัดเก็บ และคุณภาพยางที่ปรากฏจริงในคลังสินค้า เพื่อให้การกำหนดมูลค่าสอดคล้องกับสภาพทรัพย์สินและเป็นธรรมต่อผู้เข้าร่วมประมูลทุกฝ่าย

กยท. กำหนดเงื่อนไขการขายในลักษณะ “As Is Where Is” หรือขายตามสภาพจริง ณ สถานที่จัดเก็บ ผู้เสนอราคาจะต้องตรวจสอบคุณภาพยางด้วยตนเองก่อนเข้าประมูล และยอมรับสภาพสินค้าตามข้อเท็จจริง ไม่สามารถเรียกร้องให้มีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงคุณภาพภายหลังได้ ส่งผลให้การเปิดคลังให้ตรวจสอบสินค้าล่วงหน้ากลายเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินมูลค่าและกลยุทธ์การเสนอราคา

อีกหนึ่งจุดเด่นของการประมูลครั้งนี้คือการออกแบบรูปแบบการขายเพื่อสร้างการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดย กยท. เลือกแบ่งยางออกเป็นหลายล็อตแทนการขายเป็นล็อตขนาดใหญ่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถเข้าร่วมแข่งขันได้อย่างทั่วถึง ลดการกระจุกตัวของผู้ซื้อรายใหญ่ และช่วยให้กระบวนการประมูลมีความโปร่งใส สะท้อนมูลค่าตลาดที่แท้จริงมากขึ้น

สำหรับยางที่นำออกประมูลแบ่งเป็น 4 ล็อต ประกอบด้วย โกดังทุ่งสงสวัสดิ์ จังหวัดสงขลา ปริมาณ 7,254.82 ตัน ราคาเริ่มต้น 362.20 ล้านบาท, โกดังวันชัยสตาร์ 1 จังหวัดสงขลา ปริมาณ 6,626.60 ตัน ราคาเริ่มต้น 321.13 ล้านบาท, โกดังวันชัยสตาร์ 5 จังหวัดสงขลา ปริมาณ 2,637.53 ตัน ราคาเริ่มต้น 125.06 ล้านบาท และโกดังซี แอนด์ ที โมดูลาร์ จังหวัดชลบุรี ปริมาณ 1,962.44 ตัน ราคาเริ่มต้น 98.53 ล้านบาท

เมื่อคำนวณราคาเริ่มต้นเฉลี่ย พบว่าอยู่ในช่วงประมาณ 48.33-50.54 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสะท้อนความแตกต่างของสภาพยาง คุณภาพการเก็บรักษา และต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของแต่ละคลัง จึงทำให้ “สภาพยางจริง” เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจและระดับราคาที่ผู้ซื้อพร้อมเสนอ

กยท. กำหนดให้ผู้เข้าร่วมประมูลวางหลักประกันจำนวน 3 ล้านบาท เปิดให้ตรวจสอบสภาพยางระหว่างวันที่ 10-12 มิถุนายน 2569 ก่อนยื่นซองเสนอราคาในวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่ กยท. กรุงเทพมหานคร โดยการเสนอราคาจะต้องสูงกว่าราคาเริ่มต้นและเพิ่มขึ้นครั้งละไม่น้อยกว่า 200,000 บาท

การระบายสต๊อกยางครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากกว่าการจำหน่ายสินทรัพย์คงคลัง เพราะเป็นการทดสอบกลไกตลาดภายใต้หลักความโปร่งใส ที่เปิดให้ผู้ซื้อประเมินมูลค่าจากสภาพยางจริง พร้อมใช้ราคากลางที่อ้างอิงข้อมูลข้อเท็จจริงเป็นฐานการแข่งขัน ซึ่งจะช่วยสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของยางพาราไทย และส่งสัญญาณต่อทิศทางตลาดยางในช่วงต่อไป


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment