{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

SMPC ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิ 171.23 ล้าน เพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีรายได้จากการขาย 1,053.32 ล้าน เพิ่มขึ้น 26.81 ล้าน หรือ 2.6% ตามปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 7.6% ส่งซิกแนวโน้มไตรมาส 2/2569 สัญญาณบวกต่อเนื่อง ดีมานด์สินค้าในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง โดยมีคำสั่งซื้อไหลเข้าต่อเนื่อง
นางปัทมา เล้าวงษ์ รองประธานกรรมการ บริษัท สหมิตรถังแก๊ส จำกัด (มหาชน) หรือ SMPC ประกอบธุรกิจผลิตถังทนความดันแบบต่างๆ โดยผลิตภัณฑ์หลักเป็นถังสำหรับบรรจุแก๊สปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงหุงต้ม และสำหรับใช้เป็นแหล่งพลังงานรถยนต์ โดยจำหน่ายภายในและต่างประเทศ ภายใต้เครื่องหมายการค้า “SMPC” รวมทั้งรับจ้างผลิตภายใต้เครื่องหมายการค้าต่างๆ เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทฯในงวดไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 171.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.32 ล้านบาท หรือคิดเป็น 26% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไร 135.91 ล้านบาท เนื่องจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น และความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้นส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้น รวมถึงการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากค่าเงินบาทแข็งค่า ราคาพลังงานที่ผันผวน และสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
โดยมีรายได้จากการขายอยู่ที่ 1,053.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.81 ล้านบาท หรือ 2.6% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 1,026.51 ล้านบาท เป็นผลจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 7.6% จากความต้องการอย่างต่อเนื่องจากลูกค้าหลักในสหรัฐอเมริกา และจากคำสั่งซื้อของลูกค้าในภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะเอเชียและตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้นมาก เพื่อทดแทนถังเดิมที่เสื่อมสภาพ อย่างไรก็ตาม ราคาเหล็กซึ่งเป็นวัตถุดิบลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 14% และค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 6% ทำให้ราคาขายเฉลี่ยลดลง
ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 238.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.1% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 192.09 ล้านบาท ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 18.7% เป็น 22.6% เป็นผลจากราคาวัตถุดิบที่ลดลง 14% และตลาดที่ขายในไตรมาสนี้เป็นตลาดที่บริษัทสามารถทำราคาได้ โดยสุทธิกับค่าเงินบาทแข็งขึ้น 6%
ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและสะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง SMPC ได้เริ่มใช้นโยบายบัญชีใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 โดยเปลี่ยนวิธีคำนวณราคาทุนสินค้าคงเหลือสำหรับวัตถุดิบและอื่นๆ จากวิธีเฉพาะเจาะจง และเข้าก่อน-ออกก่อน เป็นวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนของงบการเงินจากราคาวัตถุดิบ และสร้างความโปร่งใสในการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน โดยได้เปิดเผยผลกระทบจากการเปลี่ยนนโยบายการบัญชีไว้ในงบการเงินในงวดไตรมาส 1/2569 แล้ว
อย่างไรก็ดี บริษัทเชื่อมั่นว่าการดำเนินกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการบริหารต้นทุน ความยืดหยุ่นในการปรับนโยบายการขายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน การกระจายตลาด และการเพิ่มมูลค่าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว แม้ในภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอน
แม้ปี 2569 เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ราคาพลังงาน และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน แต่บริษัทยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ จากโครงสร้างรายได้ส่งออกที่มีสัดส่วนมากกว่า 95% ของรายได้รวม พร้อมบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ ผ่านกลยุทธ์ Natural Hedge โดยนำรายรับสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ไปชำระค่าวัตถุดิบโดยตรง รวมถึงพิจารณาใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น Forward Currency ตามภาวะตลาด เพื่อจำกัดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินในปัจจุบัน
บริษัทยังคงเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านต้นทุน วัตถุดิบ ค่าขนส่ง และราคาพลังงานที่มีแนวโน้มผันผวนจากสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก ส่งผลให้ค่าน้ำมันและค่าระวางเรือระหว่างประเทศปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี บริษัทได้เตรียมแนวทางรองรับโดยการปรับแผนการขายและการจัดส่งให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การเพิ่มสัดส่วนการขายในเงื่อนไขแบบ FOB และการบริหารจัดการส่งมอบสินค้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของต้นทุนขนส่งและพลังงานที่อาจเกิดขึ้น
“สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง บริษัทได้ทำการประเมินและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยยืนยันว่าการขนส่งสินค้าของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากเส้นทางเดินเรือหลัก ไม่ได้ผ่านจุดเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่มาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกานั้น บริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากฐานการผลิตในประเทศไทย ยังคงมีความได้เปรียบในเชิงโครงสร้างภาษีเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคอื่น” นางปัทมา กล่าว
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ส่งสัญญาณบวกต่อเนื่อง หลังพบความต้องการสินค้าในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูง โดยมีคำสั่งซื้อไหลเข้าอย่างสม่ำเสมอ คาดการณ์ผลประกอบการครึ่งปีหลังมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าปีที่ผ่าน
COMMENTS
{{ errors.name }}
{{ errors.value }}
{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}
RELATED TOPICS