{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย ดร. รัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการ รวค. นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม เดินทางมายังการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อมอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานด้านระบบราง โดยมีคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย นาย อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย คณะผู้บริหาร และพนักงาน รฟท. ให้การต้อนรับและรับมอบนโยบาย ณ ห้องปฎิบัติการ การรถไฟแห่งประเทศไทย
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย ถือเป็นหน่วยงานหลักด้านระบบรางของประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมถึงสนับสนุนภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จึงมอบหมายให้ รฟท. เร่งขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน การช่วยลดภาระค่าครองชีพ การยกระดับความปลอดภัยในระบบขนส่งทั้งด้านชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่งสินค้าให้สามารถรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ ท่ามกลางความท้าทายด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อ สำหรับโครงการสำคัญที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งผลักดัน ได้มอบหมายให้ รฟท. ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้แล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ตามแผน อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 ช่วงมาบกระเบา – ชุมทางถนนจิระ การผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถขอรับใบอนุญาตเข้ามาประกอบกิจการเดินรถไฟได้ รวมถึงการเร่งเพิ่มประสิทธิภาพสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องลาดกระบัง (ICD ลาดกระบัง) การพัฒนาความร่วมมือด้านการขนส่งทางรางระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทยกับศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟท่าเรือแหลมฉบัง (SRTO) ตลอดจนเร่งเจรจาคู่สัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
2. ดำเนินการประกวดราคาสำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือมีความพร้อม เพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ตามเป้าหมาย อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา – หนองคาย และโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงรังสิต – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต รวมถึงช่วงศิริราช – ตลิ่งชัน – ศาลายา
3. เดินหน้าเสนอคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการสำคัญ อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ช่วงชุมพร – สุราษฎร์ธานี ช่วงสุราษฎร์ธานี – หาดใหญ่ – สงขลา และช่วงหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ เพื่อเพิ่มศักยภาพโครงข่ายระบบรางของประเทศให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมอบหมายให้การรถไฟฯ ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนในระบบขนส่งทางราง เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม และลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมผลักดันการนำหัวรถจักรพลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้งาน
รวมถึง มอบนโยบายเชิงรุกให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เร่งสร้างรายได้เชิงพาณิชย์จากสินทรัพย์ที่ถือครองอยู่ทั่วประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมอบหมายให้บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRT Asset) เข้ามาเป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการที่ดินที่มีศักยภาพสูงอย่างเป็นระบบ ซึ่งปัจจุบัน รฟท. ได้เริ่มกระบวนการส่งมอบสิทธิการเช่าที่ดินนำร่องที่มีมูลค่าเกิน 500 ล้านบาท จำนวน 10 แปลง ให้แก่ SRT Asset เพื่อดำเนินการจัดหาผู้ร่วมลงทุนและผู้เช่าช่วงที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาพัฒนาพื้นที่ต่อไป
โดยพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ที่พร้อมดำเนินการในระยะแรก ประกอบด้วย แปลงที่ดินสถานีแม่น้ำ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูงสุดและส่งผลกระทบต่อการเดินรถน้อยที่สุด รวมถึงพื้นที่รอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ตลาดนัดจตุจักร และย่านมักกะสัน
ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายสำคัญให้ รฟท. ยกระดับการสร้างรายได้จากสินทรัพย์ให้ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3-4% ของมูลค่าทรัพย์สินตามมาตรฐานสากล จากเดิมที่มีรายได้อยู่เพียงประมาณ 1% โดยเชื่อมั่น ว่าหากสามารถบริหารจัดการที่ดินแปลงใหญ่ให้เกิดผลตอบแทนตามเป้าหมายดังกล่าวได้ เม็ดเงินรายได้ที่เกิดขึ้นจะเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาภาระหนี้สินสะสมของการรถไฟฯ ทั้งหมดได้อย่างยั่งยืน
ด้าน นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟฯ ได้กล่าวรับมอบนโยบาย พร้อมรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานที่ รฟท. ตามนโยบายรัฐบาลแล้วในหลายมิติ ได้แก่ นโยบายรถไฟสายสีแดงเหมาจ่าย 40 บาท มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ รฟท. สามารถลดการขอรับเงินชดเชยจากภาครัฐลงได้ พร้อมทั้งช่วยอำนวยความสะดวกด้วยการเปิดจุดจอดรถฟรี ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์และสถานีหัวลำโพง
การยกระดับบริการ เตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางช่วงเทศกาลฮัจญ์ โดยเป็นครั้งแรกที่ รฟท. จัดเตรียม "ห้องละหมาดบนขบวนรถ" รวมถึงได้จัดทำประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสารและพนักงานบนขบวนรถวงเงินสูงสุด 500,000 บาท
อีกทั้ง ได้ขับเคลื่อนตั๋วร่วมและพลังงานสะอาด โดยนำร่องการใช้บัตร EMV เชื่อมต่อการเดินทางข้ามระบบกับรถไฟฟ้าสายสีม่วงได้สำเร็จ และเดินหน้าโครงการประหยัดพลังงานด้วยการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟ ณ สถานีหลัก ซึ่งปัจจุบันสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้แล้วกว่า 8 ล้านบาทต่อปี พร้อมยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่ก่อสร้างเทียบเท่ามาตรฐานกรมทางหลวง โดยติดตั้งป้ายเตือนล่วงหน้า 800 เมตร และมีมาตรการหยุดกิจกรรมก่อสร้างทุกชนิดเมื่อขบวนรถวิ่งผ่าน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งผู้โดยสารและผู้ปฏิบัติงานได้อย่างเป็นรูปธรรม

COMMENTS
{{ errors.name }}
{{ errors.value }}
{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}
RELATED TOPICS