{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการทรัพยากร องค์ความรู้ และเครือข่ายพันธมิตรเพื่อขับเคลื่อน “น้ำพุร้อนธรรมชาติไทย” สู่การเป็นหนึ่งกลไกหลักของเศรษฐกิจเชิงสุขภาพอย่างยั่งยืน โดยมีระยะเวลา 3 ปี (26 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 25 กุมภาพันธ์ 2572) ซึ่งมีการกำหนดบทบาทสำคัญของแต่ละภาคส่วน ดังนี้
1. สถาบัน IBERD ประสานขับเคลื่อนโครงการ กับสถาบัน Japan Health and Research Institute
(JPHRI) ของประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ ประสบการณ์บริหารจัดการและการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ และทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง พัฒนาศักยภาพบุคลากร ต่อยอดธุรกิจการตลาด เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Economy) รวมถึงการประสานงานกับแหล่งทุน สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาแผนงานของโครงการ
2. กรมทรัพยากรน้ำบาดาล สนับสนุนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ ข้อมูลทางวิชาการด้านคุณภาพและศักยภาพน้ำบาดาลที่เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติที่จะสามารถพัฒนานำมาใช้ประโยชน์เพื่อความยั่งยืน รวมทั้งการสนับสนุนข้อมูลและประสานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยน้ำบาดาล
3. กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สนับสนุนส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้การใช้ประโยชน์น้ำพุร้อนธรรมชาติ ทั้งผู้ให้บริการ ผู้ใช้บริการ เพื่อรักษาสุขภาพให้ดีขึ้น ลดความเสี่ยง ผลข้างเคียง การใช้น้ำพุร้อนที่ถูกสุขอนามัย (Hygiene) และเหมาะสมปลอดภัย (Health safety) ของสุขภาพแต่ละบุคคล ตามสถานที่แหล่งบริการน้ำพุร้อน ส่งเสริมการให้บริการเพื่อสุขภาพที่มีระบบมาตรฐานที่ดี รวมทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการบริการสุขภาพแก่ประชาชนและชุมชน

4. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สนับสนุนด้านการวิจัย พัฒนา ส่งเสริม นำการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ผสมผสานและบูรณาการข้อมูลวิชาการร่วมกับน้ำพุร้อนธรรมชาติ ด้วยการพัฒนาบุคลากร การพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ได้มาตรฐานและการเผยแพร่องค์ความรู้ เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ประชาชนและชุมชน มีสุขภาพที่ดีในแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ
5. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นหน่วยงานหลัก ในเส้นทางสายอันดามัน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหน่วยงานหลัก เส้นทางสายสงกรานต์ (ภาคเหนือ) และมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เป็นหน่วยงานหลัก เส้นทางสายประวัติศาสตร์ (ตะวันตก) สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้จากแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ ผ่านการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากรในชุมชนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่ รวมถึงประสานด้านการบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ รวมทั้งการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
6. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงาน ผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับน้ำพุร้อนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการส่งเสริมและพัฒนาและพัฒนาผู้ประกอบการด้านการตลาด การเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับน้ำพุร้อนภายใต้กรอบแนวทาง PSGAM & II (Physical Wellness, Sensory Wellness, Gastro Wellness, Artistic and Community Healing, Medical & Scientific Integration, Infrastructure, Investment)
7. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สนับสนุนส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมสาขาเศรษฐกิจเชิงสุขภาพ (Wellness Economy) ให้มีศักยภาพการแข่งขัน อย่างยั่งยืน รวมถึงให้คำปรึกษาด้านการวิจัย การดำเนินธุรกิจและการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่โครงการ
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีปาฐกถาพิเศษเรื่อง “น้ำพุร้อนธรรมชาติ สู่เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy : โอกาสและความท้าทาย โดย ดร.เภสัชกรหญิง มณฑกา ธีรชัยสกุล ผู้ช่วยอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และ น.ท.พญ.อรวรรณ กิจเชวงกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ ดร.อรวรรณ Medical Center ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์และเศรษฐกิจสุขภาพ นำเสนอแนวทางการพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมส่งเสริมสุขภาพ และการพัฒนาธุรกิจสู่เศรษฐกิจเชิงสุขภาพของไทย และภูมิภาคอาเซียน

COMMENTS
{{ errors.name }}
{{ errors.value }}
{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}
RELATED TOPICS