KKP ประมาณการณ์ GDP โต 1.8% แต่เตือนไทยเสี่ยง "ถดถอยเชิงเทคนิค" หากน้ำมันพุ่งแตะ $120 เกิน 6 เดือน

KKP Research ปรับเพิ่มประมาณการอัตราเติบโตของ GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.8% จากเดิม 1.6% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ออกมาดีกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจปรับดีขึ้น ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ที่น่ากังวลอย่างมาก โดยเฉพาะต่อประเทศไทยที่มีความเปราะบางต่อราคาพลังงานโลกสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค

ราคาน้ำมันพุ่ง: ความเสี่ยงสำคัญที่กระทบไทยมากกว่าใครในภูมิภาค

ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงประมาณ 6.5% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ไทยจะได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่น KKP Research ประเมินว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ (1) ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากผลกระทบผ่านทางการท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภคที่จะชะลอตัวลง (2) ด้านเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น เพราะราคาพลังงานมีน้ำหนักค่อนข้างมากในตะกร้าสินค้าของคนไทย กระทบต่อค่าครองชีพและการบริโภคของประชาชน และ (3) ด้านดุลการค้า ดุลการค้าของไทยจะปรับตัวลดลงจากค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลน้อยลงและกดดันให้เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า

ในกรณีฐาน KKP Research ประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางน่าจะเป็น "การเปลี่ยนแปลงชั่วคราว" และราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น น่าจะปรับตัวลดลงกลับสู่ระดับ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเวลาไม่นานนัก อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเย้อ หรือลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาค และราคาน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานานกว่าที่คาด หรือเกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ (เช่น ปุ๋ย) ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยก็จะรุนแรงขึ้น KKP Research ประเมินว่าในกรณีที่ราคาน้ำมันดิบค้างสูงกว่าระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาเรลต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคโดยจะขยายตัวต่ำกว่า 0.7% และอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 2% ได้

เศรษฐกิจไทยปรับดีขึ้นเล็กน้อยจาก 3 ปัจจัยสำคัญ

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา (ก่อนเกิดสงคราม) ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยมีแรงหนุนจาก 3 ปัจจัยหลัก

ปัจจัยแรก คือ ภาคการท่องเที่ยว หลังจากที่นักท่องเที่ยวจีนชะลอตัวลงอย่างมากในปี 2568 จากความกังวลด้านความปลอดภัย สถานการณ์เริ่มดีขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน เมื่อนักท่องเที่ยวจีนหันมาเลือกไทยแทนญี่ปุ่น หลังความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นทวีความรุนแรงขึ้น KKP Research จึงปรับเพิ่มประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ในกรณีฐาน ขึ้นเป็น 35.1 ล้านคน และที่น่าสนใจคือการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวในครั้งนี้ไม่ได้กระจุกอยู่แค่นักท่องเที่ยวจีน แต่ยังมีสัญญาณที่ดีจากนักท่องเที่ยวอาเซียน ยุโรป อินเดีย และรัสเซียอีกด้วย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง

ปัจจัยที่สอง คือ การส่งออกและการผลิตกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังขยายตัวต่อเนื่องและสูงกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญขึ้นในการขับเคลื่อนภาคการผลิต เนื่องจาก HDD มีมูลค่าเพิ่มในประเทศสูงกว่าผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่าการเติบโตของการส่งออกส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนเส้นทางซัพพลายเชน คือการนำสินค้าจากประเทศอื่นผ่านไทยเพื่อส่งออกต่อ มากกว่าการผลิตจริงในประเทศ จึงไม่ได้หนุนเศรษฐกิจไทยได้เต็มที่นัก

ปัจจัยที่สาม คือ เสถียรภาพทางการเมืองที่มั่นคงมากขึ้น จากการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ซึ่งลดความเสี่ยงจากความวุ่นวายทางการเมืองที่เคยกดดันเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างมีนัยสำคัญ และถือเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ค้างคาอยู่นาน ทั้งด้านการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การยกระดับผลิตภาพ และการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังมีอยู่หลายด้าน ทั้งความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตที่ยังเผชิญแรงกดดันจากสินค้าราคาถูกนำเข้า หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงกดดันการบริโภคในประเทศ และภาวะสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ยังตึงตัว ตราบใดที่สินเชื่อในประเทศยังไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ การบริโภคและเศรษฐกิจในประเทศก็ยังไม่สามารถขยายตัวได้ดีนัก

ความท้าทายระยะสั้น: กองทุนน้ำมันและพื้นที่ทางการคลังที่จำกัด

ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นทันทีในระยะสั้นจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น คือ ภาระผูกพันของรัฐบาลในการตรึงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่ประชาชนรับได้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่งจะสามารถลดหนี้กว่า 1.2 แสนล้านบาทที่สะสมมาจากช่วงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2565 ได้สำเร็จ แต่ปัจจุบันกำลังแบกภาระอุดหนุนราคาน้ำมันอยู่สูงถึงราว 2 หมื่นล้านบาทต่อเดือน เพื่อรักษาราคาดีเซลปลีกไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร และภาระภาครัฐจะสูงขึ้นหากน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ ภาระการอุดหนุนค่าไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยในปี 2565-2566 ที่ราคาพลังงานแตะระดับสูง ภาระอุดหนุนค่าไฟฟ้าสะสมอยู่ที่ราว 1.35 แสนล้านบาท และยังคงเป็นหนี้ค้างอยู่ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) การพุ่งขึ้นของราคา LNG จะทำให้ กฟผ. ลดหนี้ได้ยากขึ้น แม้ภาระเหล่านี้จะไม่ถูกนับรวมในหนี้สาธารณะอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติถือเป็นภาระผูกพันที่รัฐต้องค้ำประกัน ซึ่งบั่นทอน "พื้นที่ทางนโยบาย" ที่มีอยู่อย่างจำกัด

แนวโน้มดอกเบี้ย: ธปท. ส่งสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น

หลังการเปลี่ยนแปลงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) KKP Research สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในท่าทีการสื่อสารของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยปรับจุดยืนให้สมดุลมากขึ้น หันมาให้น้ำหนักกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อมากกว่าเดิม แทนแนวคิดเดิมที่เน้น "รักษาพื้นที่นโยบาย" แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และเงินบาทแข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตาม กนง. ยังคงระมัดระวังในการดำเนินนโยบาย โดยแถลงการณ์ล่าสุดระบุว่าระดับดอกเบี้ยปัจจุบัน "รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างเพียงพอแล้ว" หากไม่มีผลกระทบเชิงลบเพิ่มเติม

KKP Research คงประมาณการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% สำหรับปี 2569 และ 2570 และปรับการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก จากปี 2570 เป็นปี 2571 เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงจุดยืนที่เห็นได้ชัดของ กนง. และคาดว่า กนง. อาจปรับดอกเบี้ยลงต่ำกว่าที่ประเมินไว้ได้ หากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอลงมากกว่าคาด โดยเฉพาะหากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อกว่าที่ประเมิน

(อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://media.kkpfg.com/document/2026/Mar/KKPResearch_risk-of-technical-recession-caused-by-oil-price.pdf)


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment