ค่าเงินบาทเปิดเช้า 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ระดับ 31.73 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้า 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ระดับ 31.73 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.65 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up ทดสอบโซนแนวต้านแถว 31.75-31.80 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 31.58-31.77 บาทต่อดอลลาร์) ตามจังหวะการทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ที่ได้อานิสงส์จากทั้งภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ รวมถึง การอ่อนค่าลงต่อเนื่องของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มผลกระทบจากนโยบาย Sanaenomics หากพรรค LDP ของนายกฯ Sanae Takaichi สามารถครองเสียงข้างมากในสภาหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ ในเดือนมกราคม ที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 53.8 จุด (ระดับเกิน 50 จุด สะท้อนถึง ภาวะขยายตัวของภาคการบริการ) ดีกว่าที่ตลาดคาดเล็กน้อย แม้ว่าจะเผชิญแรงกดดันบ้าง จากรายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ที่เพิ่มขึ้นเพียง +2.2 หมื่นราย น้อยกว่าที่ตลาดคาด อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถทยอยรีบาวด์สูงขึ้น แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์บ้าง หรืออาจเพิ่มสถานะ Long THB (มองเงินบาทแข็งค่าขึ้น) ในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน

บรรดานักลงทุนในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าขายบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะกลุ่มที่จะเผชิญผลกระทบจากกระแสการใช้งาน AI อย่าง กลุ่ม Software นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างก็ขายบรรดาหุ้นเทคฯ กลุ่ม AI/Semiconductor เพิ่มเติม หลังผิดหวังกับรายงานผลประกอบการของ AMD -17.3% อนึ่ง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน ท่ามกลาง ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรงอยู่ หนุนการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.51% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -1.51%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.03% แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ทั้งหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML -4.2% และหุ้นเทคฯ กลุ่ม Software และกลุ่มบริการเชิงพาณิชย์ ไม่ต่างกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มสื่อสาร และกลุ่มพลังงาน รวมถึงบรรดาหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และ Healthcare (ยกเว้น Novo Nordisk -17.2% ที่ถูกกดดันจากแนวโน้มผลประกอบการที่แย่กว่าคาด)

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหว Sideways แถวโซน 4.28% แม้ว่า รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ จะออกมาดีกว่าคาด อีกทั้งผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ ทว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เราประเมินว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงนี้ อาจมีลักษณะ Sideways ไร้ทิศทางที่ชัดเจน โดยเราคงมุมมองเดิมว่า ว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความน่าสนใจในการดำเนินกลยุทธ์ รอจังหวะเข้าซื้อ หรือ Buy on Dip หากบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นทะลุโซน 4.25% (เช่นเดียวกันกับฝั่งบอนด์ระยะยาวของไทยที่ควรทยอยเข้าซื้อ หากบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ปรับตัวสูงขึ้นเกิน 1.90%) ทว่าผู้เล่นในตลาดอาจไม่สามารถคาดหวังผลตอบแทนจากการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์อย่างมีนัยสำคัญได้ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่อาจกดดันบอนด์ยีลด์ระยะยาวเป็นระยะๆ ทั้งความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 และทิศทางนโยบายการเงินของ FED แต่สามารถถือครองบอนด์ระยะยาวเพื่อรับบอนด์ยีลด์ที่อยู่ในระดับสูง

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง หนุนโดยการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) จากความกังวลต่อผลกระทบของนโยบาย Sanaenomics หากพรรค LDP และพันธมิตรคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ ที่ออกมาดีกว่าคาด ได้ช่วยหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 97.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.4-97.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการปรับตัวแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ กอปรกับแรงขายทำกำไรบ้างของผู้เล่นในตลาดได้ กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ย่อตัวลงบ้าง ทว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ กอปรกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงร้อนแรงอยู่ และแรงซื้อของผู้เล่นในตลาดในจังหวะราคาทองคำย่อตัว ได้หนุนให้ราคาทองคำสามารถรีบาวด์สูงขึ้นสู่โซน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า ทั้ง BOE และ ECB จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.75% และ 2.00% ตามลำดับ ทว่า BOE อาจส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ หากตลาดแรงงานอังกฤษและอัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลงเพิ่มเติม

ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงาน อาทิ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOTLS Job Openings) ที่ถูกเลื่อนประกาศจากผลกระทบของภาวะ Government Shutdown ที่ผ่านมา และ ยอดการประกาศเลิกจ้างงาน (Challenger Job Cuts) โดยรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ดังกล่าว กอปรกับถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (ที่กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง) ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland และแนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติมได้ หลังเงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และอาจยังพอได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อผลลัพธ์ของการเลือกตั้งญี่ปุ่น ที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ หลังผลโพลและคาดการณ์ของบรรดานักวิเคราะห์ ต่างสะท้อนว่า พรรค LDP และพันธมิตร อาจคว้าเสียงข้างมากในสภา ทำให้นโยบาย Sanaenomics อาจดำเนินการต่อได้ไม่ยาก บรรดาผู้เล่นในตลาดจึงเริ่มกลับมาให้ความสนใจกับ Sanae Trades (Short JPY และมอง บอนด์ยีลด์ระยะยาวของญี่ปุ่นเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้น) อีกครั้ง อย่างไรก็ดี เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นอาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ หากผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลว่า โซน 160 เยนต่อดอลลาร์ ขึ้นไป อาจเป็นโซนที่จะเห็นการเข้าแทรกแซงค่าเงินจากทั้งทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ ทำให้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์จากประเด็นดังกล่าว อาจจำกัดเช่นกัน ทั้งนี้ เงินดอลลาร์อาจได้แรงหนุนเพิ่มเติม หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด

อย่างไรก็ดี แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า แต่ความไม่แน่นอนของความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน อาจพอช่วยหนุนราคาทองคำและช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทไว้แถวโซนแนวต้าน 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนที่เราคาดว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์เพิ่มเติม โดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งออก และที่สำคัญ บรรดาผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองมากนัก เพื่อรอลุ้น ผลการเลือกตั้งของไทย นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา เรายังคงเห็น แรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ทั้งในส่วนของหุ้นและบอนด์ ซึ่งอาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทไม่ให้เกินโซนแนวต้านดังกล่าวได้เช่นกัน ส่วนโซนแนวรับของเงินบาทยังคงอยู่แถวโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 31.30 บาทต่อดอลลาร์

เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (ที่กำลังเกิดขึ้น) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.60-31.85 บาท/ดอลลาร์

พูน พานิชพิบูลย์

นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน

Krungthai GLOBAL MARKETS

ธนาคารกรุงไทย


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment