ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ปิดร้านค้า ยังไม่เคอร์ฟิว คุมเดินทาง เข้มข้นตามกม.

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงว่า อาศัยอำนาจตามมาตรา 5 ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ได้ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปควบคู่กัน มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม - 30 เมษายน 2563

โดยระบุว่า การออกประกาศดังกล่าวเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา หรือ โรคโควิด 19 ซึ่งเป็นโรคระบาดใหม่ แพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และประเทศไทยได้รับผลกระทบด้วย ในขณะที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันและยารักษาโรคที่ได้ผล แม้ว่ารัฐบาลจะได้ใช้มาตรการป้องกัน สกัดกั้น ชะลอและสร้างความรับรู้เข้าใจต่อประชาชนมาก่อนหน้านี้ แต่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าควรจะยกระดับขั้นไปสู่การบังคับใช้มาตรการขั้นสูงสุด ที่จะเปิดทางให้รัฐบาลนำมาตรการอื่นๆ มาบังคับใช้เพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งจะมีการออกประกาศและข้อกำหนดให้ทราบต่อไป

พร้อมยกระดับศูนย์ป้องกัน COVID-19 ให้เป็นศูนย์บัญชาการตามมาตรา 7 ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งจะนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบด้านสาธารณสุข ปลัดกระทรวงมหาดไทยประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ควบคุมการขายสินค้า ปลัดกระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบกับการประสานกับต่างประเทศคุ้มครองดูแลคนไทยในต่างประเทศ และผู้บัญชาการทหารสูงสุดรับผิดชอบด้านความมั่นคงและอาญชากรรม การประสานงานร่วมกับตำรวจทั่วประเทศ

ซึ่งหลังจากนี้จะเริ่มมีการออกกฎระเบียบดูแลในเรื่องการเข้าพื้นที่เสี่ยง การเข้าออกประเทศ การเคลื่อนย้ายประชาชนจำนวนมากข้ามเขตพื้นที่ การใช้ยานพาหนะ การควบคุมสินค้าและราคา แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการปิดร้านค้าที่ขายสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

ทางรัฐบาลจะมีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการติดตามสถานการณ์ รักษาพยาบาลไปจนถึงการฟื้นฟูในอนาคต จะส่งคนไปพูดคุยกับคนเก่งทั่วประเทศให้เข้ามาร่วมกันทำงาน มีการประชุมคณะทำงานทุกวัน

จะมีการปรับปรุงระบบการสื่อสารให้มีความถูกต้อง ชัดเจนครบด้าน จากแหล่งเดียว โดยนายกฯ จะเป็นผู้แถลงหรือให้บุคคลที่ได้รับมอบหมาย วันละ 1 ครั้ง เพื่อลดความซ้ำซ้อน ป้องกันข่าวสารที่บิดเบือน พร้อมขอให้สื่อมวลชนใช้ข้อมูลจากการแถลงประจำวันแทนการขอสัมภาษณ์โดยตรงจากบุคคลอื่นๆ รวมไปถึงผู้ใช้โซเชียลมีเดียต้องระมัดระวังในการให้ข้อมูล หากพบว่ามีการบิดเบือน ไม่ถูกต้อง ก็พร้อมที่จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

“หลังจากมีการออกประกาศฯแล้ว ต่อไปจะประกาศรายละเอียดต่างๆ ซึ่งอาจะกระทบต่อการใช้ชีวิตปกติบ้าง อาจเสียสิทธิเสรีภาพไปบ้าง อยากจะขอความร่วมจากทุกคน อาจเกิดความเจ็บปวด ท้าทายความรัก ความสามัคคี แต่เชื่อว่าสิ่งที่ดีของคนไทย ความรัก ความเสียสละ เอื้ออาทรต่อกัน จะร่วมกันก้าวผ่านไปได้ เราจะสู้ไปด้วยกัน เราจะชนะไปด้วยกัน” นายกฯกล่าวสรุป


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment