คาดส่งออกอาหารปี63โต2-5%

นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปคาดอุตฯอาหารปี 2563 โต 2-5% เทรดวอร์กระทบน้อย แต่ห่วงปัญหาค่าบากแข็งฉุดความสามารถแข่งขัน แนะรัฐเปิดช่องนำเข้าสินค้าเกษตรที่ขาดแคลนและตกเกรด

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวบรรยายพิเศษหัวเรื่อง “เจาะอุตสาหกรรมเด่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี2020” ในงานสัมมนาใหญ่ประจำปี2563 ที่จัดขึ้นโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โ คาดว่าการส่งออกในกลุ่มอาหารในปีนี้จะขยายตัว 2-5% โดยสินค้าที่เป็นวัตถุดิบอาจจะไม่เติบโต เพราะมีปัญหาภัยแล้งทำให้ผลผลิตลดลง ส่วนอาหารแปรรูปคาดว่าจะเติบโต 2-5% แต่ต้องติดตามการเจรจาสงครามการค้าระหว่างจีน – สหรัฐ ในเฟส 2 ว่าจะราบรื่นหรือไม่และปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐจะบานปลายหรือไม่ และเรื่องสหภาพยุโรป (อียู) จะปรับขึ้นภาษีจริงหรือไม่ ซึ่งปัจจัยเห่านี้จะกดกำลังซื้อของตลาดโลก

อย่างไรก็ตามการที่เกษตรกรหันไปปลูกผลไม้ระดับเกรดสูงเพิ่มขึ้น เพื่อส่งออกเป็นสินค้าสดไปยังประเทศจีน และประเทศอื่นๆ จากเดิมที่มีสินค้าเกรดสูงประมาณ 50% ที่ตกเกรดก็ส่งเข้าโรงงานแปรรูป แต่ปัจจุบันสัดส่วนสินค้าเกรดสูงเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 90% ทำให้เหลือผลผลิตเข้าโรงงานเพียง 10% ทำให้โรงงานแปรรูปผักผลไม้มีวัตถุดิบลดลง รวมทั้งปัญหาภัยแล้งก็ทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบมากขึ้น ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเปิดให้นำเข้าสินค้าเกษตรที่ขาดแคลน และผลไม้ตกเกรดจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้อนโรงงานแปรรูปได้ง่ายขึ้น ก็จะทำให้โรงงานเพิ่มกำลังการผลิต และไม่กระทบต่อราคาผลผลิตในไทย

ขณะที่ การนำเข้าส่งออกไทย 11 เดือนแรก ไทยส่งออกติดลบ 2.77% นำเข้าลดลง 5.22% แสดงว่าการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อผลิตไตรมาสแรกของปีนี้อาจจะมีปัญหา ซึ่งจะดูเดือนธ.ค.นี้ จะขยับเพิ่มหรือไม่ ส่วนภาพรวมในปี 2562 สินค้าอาหารที่เป็นวัตถุดิบส่งออกติดลบ 2% อาหารแปรรูปเติบโต 2% ทำให้ภาพรวมติดลบ 1.3% ถือเป็นการลดลงที่ต่ำสุดในรอบ 4 ปี โดยผลกระทบหลักๆมาจากเงินบาทแข็งค่า ทำให้ต้นทุนแข่งขันเพื่อนบ้านได้ลำบาก

สำหรับการส่งออกในสินค้าอาหารที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2558 ตัวเลขขยับขึ้นตลอด ซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าน้อยกว่าสินค้าอื่นที่เป็นอุตสาหกรรมที่เป็นห่วงโซ่การผลิตของจีน โดยอาหารสำเร็จรูปเติบโตทั้งตลาดสหรัฐ และจีน โดยประเทศจีนโต 2% สหรัฐโต 20% ของจีนที่เติบโตไปอยู่ในส่วนของผักผลไม้แช่เย็นแช่แข็ง สินค้าหลักๆคือทุเรียน และในอนาคตตลาดยังขยายตัวได้อีกมาก

ในส่วนของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. สินค้าเกษตรกรรม และ2. อุตสาหกรรมเกษตร มีตัวเลขส่งออกคร่าวๆประมาณ 1 ล้านล้านบาท และเป็นการบริโภคในประเทศ 2 ล้านล้านบาท โดยในอุตสาหกรรมอาหารยังสามารถขยายตลาดภายในประเทศได้อีกมาก เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออก เพราะไทยมีตลาดผู้บริโภคกว่า 70 ล้านคน และยังมีนักท่องเที่ยวหมุนเวียนเข้ามาภายในประเทศเกือบ 40 ล้านคนต่อปี ซึ่งส่งผลบวกอย่างมากต่อการบริโภคภายในประเทศ

วนเทรนอาหารที่มาแรงอันดับ 1. โปรตีนที่ทำมาจากพืชแทนเนื้อสัตว์ ที่ต่างประเทศทำบางเมนู เช่น แฮมเบเกอร์ ทำเนื้อจากถั่วเหลือทดแทนเนื้อสัตว์ 2. อาหารสุขภาพ 3. อาหารเพื่อผู้สูงอายุ รองรับสังคมผู้สูงอายุของคนไทยที่เพิ่มขึ้น ที่ปลอดภัยและอร่อย 4. อาหารที่ใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น อาหารไทยท้องถิ่นต่างๆต้องใช้วัตถุดิบในพื้นที่ และยังเป็นการสนับสนุนจุดเด่นการท่องเที่ยวในท้องถิ่น นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ต้องการอาหารท้องถิ่นแท้ๆ 5. การแปรรูปแมลง อัตราแลกเนื้อและให้โปรตีนสูงกว่าสัตว์ชนิดอื่นใช้พื้นที่เลี่ยงน้อย ยุโรปตื่นตัวมาก โดยเฉพาะจิ้งหรีดทำเป็นผงไปผสมอาหารอื่น และ6. การรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment