วันเด็กและคำขวัญวันเด็ก

วันเด็กและคำขวัญวันเด็ก

นายเกษมสันต์ วีระกุล

วันเด็ก

ครั้งแรกที่ประเทศไทยจัดให้มีงานวันเด็กแห่งชาติคือวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2498 นั้นเป็นการจัดตามคำเชิญชวนขององค์การสหประชาชาติ รัฐบาลสมัยนั้นจึงกำหนดให้เป็นวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปีเป็นวันเด็กแห่งชาติ ต่อมาในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 องค์การสหประชาชาติประกาศปฏิญญาว่าด้วยสิทธิเด็กอย่างเป็นทางการและเชิญชวนให้ประเทศต่างๆให้เปลี่ยนมาจัดงานวันเด็กกันในวันที่ 20 พฤศจิกายนของทุกปีแทน ซึ่งมีหลายประเทศได้เปลี่ยนตามแต่ไทยก็ยังเลือกที่จะจัดในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมเช่นเดิม ยังไม่พบเหตุผลว่าเหตุใดไทยจึงไม่เลือกวันที่ 20 พฤศจิกายนให้เป็นวันเด็ก

จัดงานวันเด็กในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมกันมาได้หลายปี รัฐบาลก็คงจะนึกได้ว่าเดือนตุลาคมนั้นยังคงเป็นหน้าฝนอยู่ เด็กๆมางานลำบาก เปียกเฉอะแฉะ รัฐบาลจึงมีมติในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 ให้เปลี่ยนวันเด็กแห่งชาติมาเป็นทุกวันเสาร์ที่สองของ เดือนมกราคม ทำให้ในปีพ.ศ. 2507 ไทยจึงไม่มีวันเด็ก วันเด็กซึ่งจัดกันในวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมจึงเริ่มจัดครั้งแรกในปี พ.ศ. 2508

ในแต่ละประเทศนั้นจะจัดให้มีวันเด็กต่างวันกันออกไป โดยมีสององค์กรระดับโลกที่กำหนดวันเด็กแต่ก็กำหนดกันคนละวัน สภาสตรีประชาธิปไตยนานาชาติ กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายนของทุกปีเป็นวันเด็กนานาชาติ หรือ International Children’s Day นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 เป็นต้นมา ขณะที่องค์การสหประชาชาติ กำหนดให้วันที่ 20 พฤศจิกายนของ ทุกปีให้เป็นวันเด็กสากล หรือ Universal Children’s Day นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทุกประเทศคุ้มครองสิทธิในชีวิต สุขภาพ และสิทธิด้านการศึกษาของเด็กและเป็นการเฉลิมฉลองให้แก่เด็กๆ ทั่วโลก

ฟิลิปปินส์และบรูไน เลือกที่จะเฉลิมฉลองวันเด็กในวันเดียวกับวันเด็กสากลขององค์การสหประชาชาติคือ วันที่ 20 พฤศจิกายน ของทุกปี ขณะที่อินโดนีเซีย เลือกเอาวันที่ 23 กรกฎาคมของทุกปีเป็นวันเด็กเพื่อรำลึกถึงวันที่ประธานาธิบดีซูฮาร์โตได้ออกกฎหมายสวัสดิภาพเด็กในปีพ.ศ. 2528

สิงคโปร์เลือกวันศุกร์แรกของเดือนตุลาคมให้เป็นวันเด็กของ ซึ่งเด็กๆสิงคโปร์ ก็จะได้หยุดเรียนเหมือนเด็กไทยเพื่อให้พ่อแม่ได้ใช้เวลาอยู่กับเด็กๆ และพาลูกๆไปเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆซึ่งก็จะจัดกิจกรรมวันเด็กกันอย่างสนุกสนาน เทคนิคการเลือกวันศุกร์แรกของเดือนตุลาคมให้เป็นวันเด็กนั้นทำให้เด็กและครูสิงคโปร์มีโอกาสหยุดยาวสามวันติดกันเพื่อพักผ่อนและไปเที่ยว ขณะที่มาเลเซียเลือกวันเสาร์สุดท้ายของเดือนตุลาคมให้เป็นวันเด็ก โดยการฉลองวันเด็กของมาเลเซียนั้นนิยมฉลองกันในโรงเรียน ซึ่งจะจัดกิจกรรมให้เด็กๆฉลองกันมากมาย

ส่วนประเทศกลุ่ม CLMV กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาและเวียดนาม นั้นใจตรงกันคือเลือกเอาวันที่ สภาสตรีประชาธิปไตยนานาชาติกำหนดให้เป็นวันเด็กนานาชาติคือวันที่ 1 มิถุนายนของทุกปี ให้เป็นวันเด็กของชาติตัวเอง

สปป.ลาว เรียกวันเด็กของอย่างน่ารักเลยว่า “วันเด็กน้อยสากล” และยังกำหนด ให้วันที่ 1 มิถุนายนเป็นวันปลูกต้นไม้แห่งชาติอีกด้วย ดังนั้นในวันนั้นนอกจากเด็กๆจะได้สนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆ เช่นการแสดง การแข่งขันกีฬา มีการแจกของเล่น อุปกรณ์การเรียน รวมไปถึงการได้รับการฉีดวัคซีนและหยอดยาแล้ว เด็กๆยังจะได้ร่วมกันปลูกต้นไม้ซึ่งก็ถือเป็นกิจกรรมสำคัญด้วย

เวียดนาม นอกจากจะจัดวันเด็กในวันที่ 1 มิถุนายนของทุกปีแล้ว ยังมีอีกหนึ่งเทศกาลที่พ่อแม่ต้องให้เวลาให้กับลูกเป็นพิเศษอีกด้วย นั่นก็คือวันไหว้พระจันทร์หรือ "เต็ด ตรุง ตู" วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 โดยมาจากแนวคิดในสมัยก่อนว่าในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวพ่อแม่มักจะทิ้งลูกๆให้อยู่บ้านตามลำพังไม่ค่อยมีเวลาได้เอาใจใส่ลูกมากนักเพราะต้องออกไปทำงานในไร่นา ดังนั้นเมื่อหมดฤดูเก็บเกี่ยวพ่อแม่จึงต้องหาวิธีชดเชยเวลาที่ไม่ได้อยู่กับลูกๆ กิจกรรมต่างๆในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ของชาวเวียดนาม จึงมักจะมีเด็กๆ เป็นศูนย์กลาง เช่น มีการเชิดสิงโต การให้เด็กๆประดิษฐ์และจุดโคม ซึ่งเชื่อกันว่าโคมเป็นสัญลักษณ์แทนอนาคตของเด็กๆ ยิ่งโคมลอยสูงได้เท่าไหร่ เด็กก็จะยิ่งได้คะแนนในชั้นเรียนสูงมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งโคมที่ฮิตที่สุดในเทศกาลนี้คือโคมรูปดาว 6 แฉก

วันเด็กในกลุ่มประเทศอาเซียน +6 หรือ RCEP นั้นก็แตกต่างกันออกไปเช่นกัน นิวซีแลนด์ เลือกวันอาทิตย์แรกของเดือนมีนาคมขณะที่ญี่ปุ่นกำหนดให้วันที่ 5 พฤษภาคมเป็นวันเด็กหรือ Kodomo no hi ซึ่งเป็นวันสุดท้ายช่วงโกลเด้นวีค วันหยุดยาวของชาวญี่ปุ่น ตรงกับเกาหลีใต้ที่เลือกวันที่ 5 พฤษภาคมเช่นกัน และทั้งสองประเทศยังกำหนดให้วันเด็กเป็นวันหยุดราชการเหมือนๆกันอีกด้วย

ขณะที่จีนกำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายน เป็นวันเด็กตามสภาสตรีประชาธิปไตยนานาชาติ เช่นเดียวกับ รัสเซีย เกาหลีเหนือและอีกหลายประเทศที่ปกครองด้วยระบบสังคมนิยม ส่วนไต้หวันและฮ่องกง กลับเลือกวันที่ 4 เมษายน เป็นวันเด็ก

ออสเตรเลียไม่ได้แค่จัดวันเด็กเพียงวันเดียวแต่จัดเป็น “สัปดาห์เด็ก” เลยทีเดียว โดยกำหนดให้สัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคม เริ่มต้นที่วันเสาร์และไปจบที่วันอาทิตย์ของสัปดาห์ถัดไปให้เป็นสัปดาห์เด็ก

อินเดียเป็นประเทศที่จัดวันเด็กช้าที่สุดในกลุ่มอาเซียน+6 คือจัดในวันที่ 14 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดนายกคนแรกของประเทศ เยาวาหะราล เนห์รู ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนายกฯที่รักเด็ก ให้ความสำคัญกับเด็กและเด็กๆก็รักนายกฯคนนี้เช่นกัน

ทั้งโลกมีเพียงประเทศเดียวในโลกที่จัดงานวันเด็กก่อนไทย คือเครือรัฐบาฮามาส ซึ่งกำหนดให้วันศุกร์แรกของเดือนมกราคมของทุกปีเป็นวันเด็ก ซึ่งในปีพ.ศ. 2563 นี้ บาฮามาสจัดงานวันเด็กไปตั้งแต่วันที่ 3 มกราคมที่ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วนตูนิเซีย ซึ่งกำหนดให้ทุกวันที่ 11 มกราคมของทุกปีเป็นวันเด็กนั้น บางปีก็จัดงานวันเด็กก่อนไทย บางปีก็จัดงานวันเด็กหลังไทย ขึ้นอยู่กับว่าปีนั้นๆวันที่ 11 หรือเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม วันไหนจะมาก่อนกัน ส่วนปีนี้ พ.ศ. 2563 วันเสาร์ที่สองของเดือนตรงกับวันที่ 11 พอดี ทั้งไทยและตูนิเซียจึงจัดงานวันเด็กพร้อมกัน เร็วเป็นที่สองของโลกร่วมกัน

คำขวัญวันเด็ก

คำขวัญวันเด็กประจำปีพ.ศ. 2563 ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา “เด็กไทย ยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย” ซึ่งประกาศออกมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว นับเป็นคำขวัญที่ 6 ของท่าน หลังจากที่เมื่อปีสองปีที่แล้วซึ่งเรื่องจิตอาสาเป็นกระแสสำคัญของบ้านเมืองนายกฯประยุทธก็ได้เคยให้คำขวัญของปีพ.ศ. 2562 ว่า “เด็ก เยาวชน จิตอาสา ร่วมพัฒนาชาติ”

คำขวัญปีพ.ศ. 2561 “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์ เทคโนโลยี” และคำขวัญปีพ.ศ. 2560 “เด็กไทย ใส่ใจการศึกษา พาชาติมั่นคง” อาจจะดูธรรมดาเมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับคำขวัญของปีพ.ศ. 2559 และ 2558 ที่ว่า “เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต” และ “ความรู้ คู่คุณธรรม นำสู่อนาคต” เพราะทั้งสองปีนั้นมีคำว่า “สู่อนาคต” อยู่ ซึ่งจากนี้ไปถ้านายกฯประยุทธ์ยังอยู่ในตำแหน่ง เด็กไทยคงไม่มีโอกาสได้คำขวัญที่มีคำว่า “อนาคต” อีกแต่อาจจะได้เห็นคำว่า “พลังหรือประชารัฐ” แทน

ปีพ.ศ. 2498 ซึ่งเป็นปีแรกที่ไทยเราจัดให้มีวันเด็กขึ้นในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมนั้น ไทยยังไม่มีคำขวัญวันเด็ก ปีต่อมาพ.ศ. 2499 จึงเป็นปีแรกที่ไทยมีคำขวัญมอบให้เด็กโดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้คำขวัญว่า “จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม” หลังจากนั้นก็ไม่มีการให้คำขวัญวันเด็กในช่วงปีพ.ศ. 2500 ถึง 2501

ต่อมาในปีพ.ศ. 2502 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งมีโอกาสมอบคำขวัญเด็ก 5 ปี โดยคำขวัญวันเด็กทั้งหมดนั้นเริ่มต้นด้วยประโยคเดียวกันหมดว่า “ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า...........” แล้วก็ต่อท้ายด้วยคำสั่งแบบทหารเลยว่า...

“ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักก้าวหน้า” พ.ศ. 2502

“ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด” พ.ศ. 2503

“ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย” พ.ศ. 2504

“ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด” พ.ศ. 2505

“ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด” พ.ศ. 2506

คำขวัญสุดท้ายนี้เป็นทหารชัดเจนดีเพราะไม่ได้สั่งให้ขยันหมั่นเพียรเฉยๆ แต่สั่งให้ขยันหมั่นเพียร “มากที่สุด” ด้วย

ต่อมาในปีพ.ศ. 2507 รัฐบาลได้มีมติในเดือนกุมภาพันธ์ให้เปลี่ยนการจัดวันเด็กไปเป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม ทำให้ปีพ.ศ. 2507 ไทยเราไม่มีการจัดงานวันเด็ก มาเริ่มมีวันเด็กอีกทีก็ในปีพ.ศ. 2508 ซึ่งเป็นสมัยของรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ที่มีโอกาสมอบคำขวัญวันเด็กนานถึง 10 ปี โดยคำขวัญของปี 2516 ซึ่งเป็นคำขวัญสุดท้ายของจอมพลถนอม น่าจะเป็นคำขวัญที่เด็กและคนไทยจดจำได้มากที่สุดคือ “เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ” ซึ่งภายหลัง พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้เอาคำขวัญดังกล่าวมาปัดฝุ่นแก้ไขเล็กน้อยและมอบให้เด็กในปี 2521 ว่า “เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติมั่นคง”

นายกฯไทยแต่ละคน ต่างก็พยายามจะหาคำที่เหมาะสมกับยุคสมัย ใช้คำใหม่ๆที่กำลังอินเทรนด์ หรือสังคมไทยกำลัง “ขาด” มาใส่ในคำขวัญวันเด็ก เช่นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 บ้านเมืองต้องการความสามัคคี คำขวัญวันเด็กของรัฐบาลอ.สัญญา ธรรมศักดิ์ในปีพ.ศ.2517 จึงเป็น “สามัคคีคือพลัง” เช่นเดียวกับคำขวัญปีต่อมาของอ.สัญญาก็ยังเป็นเรื่องความสามัคคี “เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี”

รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นสมัยแรกที่มีการใช้คำว่า “ซื่อสัตย์ คุณธรรมและนิยมไทย” ในคำขวัญวันเด็ก โดยมีตั้งปีพ.ศ. 2524 ซึ่งเป็นปีแรกของการเข้ามาเป็นนายกฯ ว่า “เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม” พลเอกเปรมนั้นให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ “คุณธรรม” จะเห็นได้ว่าจากคำขวัญทั้ง 8 ปีของท่านนั้นเป็นคำขวัญซึ่งเน้นให้เด็กมีคุณธรรมถึง 6 ปีด้วยกัน

นอกจากจะเน้นความมีคุณธรรมแล้ว พลเอกเปรมยังเน้น “ความประหยัด” โดยได้ใช้ในคำขวัญถึง 5 ปีและได้แสดงให้เด็กเห็นถึงการประหยัดของท่านด้วยการใช้คำขวัญเดียวซ้ำกันนานถึงสามปี คือในช่วงปีพ.ศ. 2529-31 “นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม” นับเป็นการให้คำขวัญซ้ำกันเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ก่อนที่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณจะทำตามบ้างโดยใช้คำขวัญเดียวคือ “รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม” สำหรับปีพ.ศ. 2532-33 ซึ่งเป็นสองปีแรกของการเข้ามาเป็นนายกฯ ก่อนที่จะเปลี่ยนคำขวัญเป็น “รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา” ในปีพ.ศ. 2534

ไม่ทราบว่าเป็นเหตุบังเอิญหรือตั้งใจที่มีคำว่า “ชาติพัฒนา” อยู่ในคำขวัญเพราะในปีต่อมา คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภก็ได้เปลี่ยนชื่อพรรคปวงชนชาวไทยไปเป็น “พรรคชาติพัฒนา” ซึ่งได้ชูพลเอกชาติชายเป็นต้นแบบของพรรคมาโดยตลอด

นายกฯชวน หลีกภัยก็เป็นอีกคนหนึ่งซึ่ง “ประหยัด” ตามแบบพลเอกเปรมโดยได้ให้คำขวัญซ้ำกันถึงสามครั้งในรอบ 6 ปีคือใช้คำขวัญว่า “ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม” สำหรับปีพ.ศ. 2536-7 ส่วนปีพ.ศ. 2538 ได้เปลี่ยนคำขวัญส่วนหน้าเล็กน้อยเป็น “สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม” ต่อมาสมัยที่สองซึ่งคุณชวนกลับมาเป็นนายกฯได้ใช้คำขวัญที่ว่า “ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย” สำหรับปีพ.ศ. 2541-2 และ “มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย” สำหรับปีพ.ศ. 2543-4

คำขวัญของนายกฯชวนนั้นมีการใช้คำใหม่อยู่สามคำคือ “ประชาธิปไตย พัฒนาและสิ่งแวดล้อม” ซึ่งน่าแปลกใจมากที่คำว่า “ประชาธิปไตย” นั้นยังไม่เคยถูกใช้ในคำขวัญวันเด็กมาก่อนเลย ทั้งๆที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่พ.ศ. 2475 เป็นมาก่อนที่จะเริ่มมีการจัดงานวันเด็กเสียอีก

ถ้าคำขวัญวันเด็กแต่ละปีสามารถสะท้อนความสนใจของนายกฯแต่ละสมัยได้จริงละก็ การที่นายกฯทุกคนทั้งในอดีตและปัจจุบัน ยกเว้นนายกฯชวน ไม่เคยใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” ในคำขวัญวันเด็กกันเลยนั้น ก็คงจะเป็นสัญญาณบอกเหตุที่คนไทยไม่เคยเอะใจมาก่อนเลยว่าทำไมประชาธิปไตยของไทยถึงก้าวหน้ากันได้เพียงเท่านี้เอง

คำว่า “ยาเสพติด” นั้นปรากฏในคำขวัญวันเด็กครั้งแรกในสมัยนายกฯ บรรหาร ศิลปะอาชา ในปีพ.ศ. 2539 “มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด” ก่อนที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธจะมาใช้อีกครั้งในปีพ.ศ. 2540 ว่า “รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด” ทั้งนี้ในปีพ.ศ. 2539 ที่นายกฯบรรหารใส่คำว่า “ยาเสพติด” ไว้ในคำขวัญนั้นเป็นช่วงที่ไทยกำลังเผชิญกับปัญหายาเสพติดอย่างหนักและเป็นปีเดียวกับที่นายกฯบรรหารได้เปลี่ยนชื่อ “ยาม้า” ไปเป็น “ยาบ้า”

นายกฯทักษิณ ชินวัตรที่ชอบ “คิดนอกกรอบ” นั้นให้คำขวัญที่เขียนไม่เน้นการมีสัมผัสเสียงและสะท้อนความเป็นตัวตนของคุณทักษิณคือเน้นเรื่องการ “เรียนรู้ตลอดชีวิต คิด อ่านและกล้า” ซึ่งไม่เคยมีในคำขวัญมาก่อน เช่นคำขวัญของปีพ.ศ. 2546 “เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี” และคำขวัญของปีพ.ศ. 2548 “เด็กรุ่นใหม่ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด”

ปีพ.ศ. 2550 ซึ่งพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์เป็นนายกฯ นั้นได้ให้คำขวัญที่มีคำว่า “พอเพียง” เป็นครั้งแรกคือ “มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข” ขณะที่นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีการใช้คำใหม่ที่ไม่ซ้ำใครคือคำว่า “จิตบริสุทธิ์และจิตสาธารณะ” และเน้นเรื่องการ “คิด” เหมือนนายกฯทักษิณ เช่นคำขวัญปีพ.ศ. 2552 “ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี” และคำขวัญปีพ.ศ. 2554 ที่ว่า “รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ”

นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เริ่มใช้คำว่า “ปัญญา” ซึ่งน่าแปลกอีกเช่นกันที่ยังไม่เคยมีนายกฯคนไหนใช้มาก่อน โดยได้ให้คำขวัญของปีพ.ศ. 2555 ว่า “สามัคคี มีความรู้ คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี” ก่อนที่จะพาเด็กไทยไปอาเซียนด้วยการใช้คำว่า “อาเซียน” ในคำขวัญปีพ.ศ. 2556 ที่ว่า“รักษาวินัย ใฝ่ความรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน” ถือเป็นปีแรกที่คำขวัญวันเด็กไทยเริ่มก้าวไกลไปสู่ภาคต่างประเทศและเกาะติดกระแสอาเซียนที่ช่วงนั้นกำลังมาแรง ก่อนจะให้คำขวัญสุดท้ายในปีพ.ศ. 2557 ว่า “กตัญญู รู้หน้าที่ เป็นเด็กดี มีวินัย สร้างไทยให้มั่นคง”

แม้ว่าในประเทศ AEC และอาเซียน+6 และประเทศอื่นๆ จะจัดงานวันเด็กเหมือนกับเรา แต่เท่าที่ตรวจสอบดูยังไม่พบว่ามีประเทศไหนที่ให้คำขวัญวันเด็กทุกปีเหมือนกับไทย


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment