ทางรอดประเทศไทย (2)

Amazing AEC กับเกษมสันต์

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม 2562

ตอน ทางรอดประเทศไทย (2)

อาทิตย์ที่แล้วผมทิ้งท้ายเอาไว้ว่าแม้ว่าผมจะมองเห็นภาพร้ายประเทศไทยล่วงหน้า และพูดเขียนเตือนอยู่เรื่อยๆ แต่ผมก็ยังมีความหวังอยู่เสมอว่าประเทศไทยสามารถพลิกกลับมาเติบโตและยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง แต่ต้องลงมือแก้ไขทันที รอไม่ได้อีกแล้ว และนี่คือสิ่งที่ไทยต้องทำทันที

อย่างแรกเลยคือไทยต้องยอมรับความจริงก่อนว่าการที่เศรษฐกิจประเทศไทยเติบโตเฉลี่ยน้อยเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ในช่วงพ.ศ. 2554-2562 นั้นไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดี สงครามการค้าหรือค่าเงินบาทแข็ง แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยตกต่ำ ซึ่งสาเหตุหลักก็คือไทยเราไม่มียุทธศาสตร์ ทำให้ประเทศเดินหน้าอย่างสะเปะสะปะ เงินงบประมาณภาครัฐที่มีอยู่อย่างจำกัดจึงถูกใช้ไปอย่างไร้ทิศทาง ทำให้เราติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางอย่างเช่นทุกวันนี้ หากไม่ยอมรับความจริงข้อนี้เหมือนเมื่อตอนปีพ.ศ. 2558 ที่ภาครัฐเพิ่งออกมายอมรับว่าเรื่องยุทธศาสตร์เป็นเรื่องใหม่ในการบริหารประเทศ หลังจากที่ผมเตือนไปสามสี่ปี เราจะไม่มีทางหลุดจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และจะแพ้ประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซียและเวียดนามในที่สุด

เราต้องยอมรับความจริงต่อด้วยว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่มีอยู่นั้นไม่ใช่ยุทธศาสตร์ชาติที่ดี ตำแหน่งประเทศกว้างจนเวิ้งว้าง ทำให้แผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติที่เขียนตามมานั้นพลอยเป็นแผนแม่บทฯที่กว้างจนเกินไป แถมตัวชี้วัดยังเลอะเทอะจนน่าตกใจ ปัญหาเรื่องนี้แก้ไขได้โดยไม่ต้องไปแก้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพราะความที่กว้างจนเกินไปนั้น รัฐบาลทำอะไรก็ย่อมจะถูกต้องตามยุทธศาสตร์ชาติเสมอ แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรีบวางตำแหน่งประเทศใหม่ให้ชัดเจน ต้องโฟกัสในจุดที่เราเก่งจริง มีความได้เปรียบจริง ต่อมาก็ต้องรีบแก้ไขแผนแม่บทฯให้สอดคล้องตำแหน่งประเทศอันใหม่ทันที

เมื่อยอมรับความจริงข้อแรกได้ วิธีการบริหารและแก้ไขปัญหาประเทศก็จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพราะถ้าไม่ยอมรับความจริงในข้อแรก และมัวแต่โทษดินฟ้าอากาศ เช่นเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า ฯลฯ เราก็จะแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ซึ่งไอน์สไตน์เองก็บอกใครๆก็รู้ว่า มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่ทำอะไรแบบเดิมๆ แต่หวังว่าจะได้ผลแบบใหม่ๆ แต่ถ้าเรายอมรับความจริงว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปัญหาโครงสร้างที่เกิดจากการขาดยุทธศาสตร์ เราจะแก้ปัญหาอีกแบบหนึ่งและแก้ตรงจุดมากขึ้น

เรื่องที่สอง ไทยจะต้องแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นให้ได้เสียที และต้องยอมรับว่ากระบวนการแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นที่มีอยู่ องค์กรอิสระที่ทำงานอยู่ และความตั้งใจจริงของทุกรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นนั้น “ใช้ไม่ได้” กระบวนการ องค์กรอิสระและรัฐบาลยังไม่เข้มแข็ง ไร้ประสิทธิภาพและยังไม่เอาจริงเอาจังพอที่จะแก้ปัญหาคอรัปชั่นของไทยได้

เมื่อยอมรับความจริงดังกล่าวได้แล้ว ไม่ต้องไปมองหาวิธีการแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นจากที่ไหนไกล เพราะต้นแบบการแก้ปัญหาคอรัปชั่นแบบฮ่องกงนั้นมีอยู่ แถมเกาหลีใต้ซึ่งเป็นสังคมอุปถัมภ์และรูปแบบการคอรัปชั่นคล้ายคลึงประเทศมากเพราะเป็นการโกงแบบบูรณาการกันอย่างใกล้ชิด ระหว่างภาครัฐ ข้าราชการประจำ นักการเมืองและนักธุรกิจ ก็แก้คอรัปชั่นให้เราดูแล้วว่า ถ้าจะแก้กันจริงๆจะต้องแก้อย่างไร คนไทยโดยทั่วไปก็ต้องเปลี่ยนกระบวนการคิด Mindset ว่าเรื่องการคอรัปชั่นนั้นสามารถแก้ไขได้ ไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขไม่ได้ และเข้ามามีส่วนร่วมให้มากกว่านี้

เมื่อคนสามารถคอรัปชั่นได้ เขาก็จะมองอะไรเพี้ยน ทำอะไรก็เพี้ยน เพราะมีเงินเป็นสิ่งจูงใจ ผมมั่นใจอย่างยิ่งว่าถ้าลงมือแก้คอรัปชั่นได้สำเร็จ งบประมาณของรัฐบาลที่บ่นๆกันว่ามีน้อยนั้น จะเหลือให้ลงทุนเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างน้อยๆก็ 30 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยพูดว่าเมืองไทยถ้าไม่โกงเสียอย่าง ถนนจะปูด้วยทองคำก็ยังได้ นั่นขนาดในสมัยก่อนการคอรัปชั่นยังไม่หนักเหมือนในปัจจุบัน ในสมัยนี้ถ้าปราบคอรัปชั่นสำเร็จ อย่าว่าแต่ถนนปูด้วยทองคำเลย ทั้งสนามบินและรางรถไฟพร้อมสถานี ก็ยังสามารถสร้างด้วยทองคำได้เลย

เรื่องเดียวของการปราบคอรัปชั่นของเกาหลีใต้ ที่ไทยเราจะต้องไม่เลียนแบบเป็นอันขาดก็คือ ในอดีต มีอยู่ช่วงหนึ่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้เลือกปราบคนคอรัปชั่นแต่เฉพาะฝ่ายตรงกันข้ามแต่กลับปล่อยให้พรรคพวกตนเองคอรัปชั่นกันได้ ทำให้ประเทศล่มจม ก่อนที่ผู้นำสมัยต่อมาจะลุกขึ้นมาปฎิรูประบบการปราบคอรัปชั่น จนปราบได้สำเร็จอย่างที่ผมเขียนไว้ในตอนต้น


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment