สัมพันธ์ไทยจีน

Amazing AEC กับเกษมสันต์

บทความเดลินิวส์ฉบับวันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2562

ตอน สัมพันธ์ไทยจีน

เมื่อวันอังคาร 1 ตุลาคมที่ผ่านมาเป็นวันสถาปนาสาธารณรับประชาชนจีนครบรอบ 70 ปีซึ่งจีนก็จัดพิธีได้อย่างยิ่งใหญ่ จนคนไทยและโลกตะลึง วันนี้ผมจึงจะขอเก็บตกความสัมพันธ์ไทยจีนและเส้นทางกว่าที่จีนจะมาถึงวันนี้

ความสัมพันธ์ไทยจีนนั้นเริ่มมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นและราชวงศ์ถัง ในสมัยกรุงสุโขทัยซึ่งตรงกับช่วงปลายราชวงศ์ซ่ง ต่อเนื่องต้นราชวงศ์หยวน ไทยเราเคยส่งราชทูตไทยไปเจริญสัมพันธไมตรีถึง 9 ครั้งซึ่งทางฮ่องเต้ราชวงศ์หยวนก็ได้ ส่งราชทูตจีนมาไทยเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีเช่นกัน ในสมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งตรงกับราชวงศ์หมิงของจีน ความสัมพันธ์ ไทยจีนเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกมาก ส่งผลมาให้สมัยกรุงธนบุรีและราชวงศ์ชิงคนไทยคนจีนมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นต่อ เนื่อง คนไทยคนจีนมีการเดินทางไปมาหาสู่กันสม่ำเสมอ

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ การส่งออกในสมัยรัชกาลที่ 2 จีนได้กลายเป็นคู่ค้าที่สำคัญของไทย พ่อค้าในไทยสมัยนั้นส่วน มากจะเป็นคนจีน ในบรรดาเรือค้าขายที่เอาของเข้ามาขายไทยและเข้ามาซื้อสินค้าไทยส่วนมากจะเป็นเรือของจีน ทำให้ ไทยส่งออกสินค้าไปจีนสูงถึง 86 เปอร์เซ็นต์ของสินค้าส่งออกทั้งหมดของเรา การค้าที่รุ่งเรืองระหว่างสองประเทศ ส่งผลให้คนจีนเข้ามาตั้งรกรากในไทยมากเกือบล้านคนตั้งแต่รัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา

ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยจีนสะดุดลงไปในช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ชัยชนะและสถาปนาสาธารณรัฐประชาชน จีนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492 ช่วงนั้นประเทศส่วนมากในโลกต่างก็ถูกสหรัฐฯยักษ์ใหญ่ประชาธิปไตยของโลกใช้ ทฤษฎีผีคอมมิวนิสต์มาหลอกหลอนจนต้องตัดความสัมพันธ์กับจีนกันแทบทั้งโลก

มีเกร็ดประวัติศาสตร์ในช่วงที่ไทยเราตัดสัมพันธ์กับจีนที่อยากเขียนถึง ช่วงนั้นประเทศไทยเรามีจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม เป็นนายกฯ นายสังข์ พัธโนทัยซึ่งขณะนั้นเป็นที่ปรึกษาคนสนิทก็ได้ให้คำแนะนำจอมพล ป. ว่าจีนเป็นประเทศสำคัญที่อยู่ ใกล้ ไทยเราไม่ควรจะมองข้าม แม้ว่าโลกจะตัดสัมพันธ์แต่ไทยเราควรจะหาทางเชื่อมเอาไว้ พูดง่ายๆก็คือไทยเราควร ตีสองหน้าคบทั้งสองประเทศ พูดให้เพราะๆก็คือไทยเราควรใช้นโยบายการทูตสองหน้านั่นเอง จอมพล ป. เห็นด้วยกับ แนวคิดดังกล่าวแต่ไม่รู้จะทำเช่นใด จึงขอให้นายสังข์ ไปลองคิดหาทางดู

ด้วยความเป็นหนอนหนังสือของนายสังข์ ทำให้เขารู้ว่าในยุคโบราณที่จีนยังแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า เมื่อก๊กใดก๊กหนึ่ง ต้องการจะเชื่อมสัมพันธ์กับอีกก๊ก เขาจะใช้วิธีส่งลูกไปเป็นตัวประกันเพื่อแสดงความจริงใจในการเชื่อมความสัมพันธ์ ระหว่างกัน นายสังข์จึงแจ้งต่อจอมพล ป. ว่าจะส่งลูกชายตัวเองเด็กชายวรรณไว ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 12 ปีให้ไปเป็น ตัวประกันกับจีน เพื่อแสดงความจริงใจว่าไทยยังต้องการเชื่อมสัมพันธ์กับจีนเอาไว้อยู่แม้ว่าจำเป็นต้องประกาศตัดความ สัมพันธ์อย่างเป็นทางการก็ตาม

ในที่สุดนายสังข์จึงตัดสินใจที่จะส่งลูกชายตัวเองให้ไปหาโจวเอินไหล นายกฯจีนในสมัยนั้นเพื่อขอให้รับไปเป็นลูกเลี้ยง

เมื่อเด็กชายวรรณไว จะต้องถูกส่งตัวไปเมืองจีนปรากฎว่าน้องสาวคือเด็กหญิงนวลนภา (ชื่อเดิม ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็น สิรินทร์) ขอไปกับพี่ชายด้วย เมื่อไปถึงเมืองจีนนายกฯ โจวเอินไหลก็รับเด็กน้อยทั้งสองไว้เป็นลูกเลี้ยงและดูแลเป็น อย่างดี เมื่อไม่นานมานี้ CCTV สื่อของรัฐบาลจีนได้ผลิตสารคดีประวัติของ โจวเอินไหล ในสารคดีดังกล่าวก็ยังมีการพูด ถึงลูกเลี้ยงสัญชาติไทยทั้งสองด้วย

ภายหลังสหรัฐฯกลับลำหันมาสร้างสัมพันธ์กับจีนเริ่มด้วยการใช้ทีมปิงปองไปแข่งขันที่เมืองจีน ตาม ด้วยการเดินทางไป เยือนจีนของรมต.ต่างประเทศ ดร.เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ รัฐบาลไทยในยุคนั้นที่จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกฯจึงต้องหา ทางสร้างความสัมพันธ์กับจีนโดยใช้ทีมปิมปองบ้าง ซึ่งได้มอบหมายให้นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์นำทีมโดยได้ นายวรรณไวนี่แหล่ะที่เป็นสะพานสำคัญทำให้รัฐบาลจีนต้อนรับทีมปิงปองไทยอย่างดี จนในที่สุดไทยเรากลับมาสถาปนา ความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับจีนได้ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 ซึ่งขณะนั้นนายกฯไทยคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ส่วนนายกฯจีนคือ โจวเอินไหล พ่อบุญธรรมของคุณวรรณไวและคุณสิรินทร์นั่นเอง


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment