ทางออก Fake News

Amazing AEC กับเกษมสันต์

บทความเดลินิวส์ฉบับวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2562

ตอน ทางออก Fake News

สัปดาห์ที่แล้ว ผมทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “จุดตาย” ของไทยในการต่อสู้กับ Fake News ก็คือคอมพิวเตอร์ยังเข้าใจภาษาไทยน้อย มากๆ ดังนั้นไทยจึงยังไม่มี AI ปัญญาประดิษฐ์ที่เก่งภาษาไทย ยิ่งในปัจจุบันเริ่มมี Deepfakes ข่าวลวงที่ผลิตโดย AI ซึ่ง คนจะแยกแยะได้ยากมากขึ้นไปอีก การต่อสู้กับ Fake News และ Deepfakes ด้วยคนจึงเปรียบเสมือนเอาคนขี่จักรยานไป ไล่ตรวจจับรถที่ขับเร็วเกินกำหนดบนมอเตอร์เวย์นั่นเอง

ผมในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติซึ่งได้ทำการศึกษาเรื่องนี้มาก่อน ขอเสนอทางออกของ การต่อสู้กับ Fake News และ Deepfakes ของไทย 3 ข้อด้วยกันคือ

หนึ่ง ปัจจุบันแม้จะใช้คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติที่มีรองนายกฯ เป็นประธาน และมีหน่วยงานสำคัญๆของ ประเทศเข้าร่วมครบรวมกระทรวง DE มีคณะปฏิบัติการเป็นร้อยคนรวมคน DE ด้วยก็ยังไม่สามารถต่อสู้กับ Fake News ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นหน่วยงานต่อสู้กับ Fake News และ Deepfakes จึงควรจะขึ้นตรงต่อนายกฯ ให้นายกฯเป็น แม่ทัพในการบัญชาการซึ่งจะทำให้ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือและบูรณาการกันอย่างเต็มที่ จะตั้งเป็นหน่วยงานขึ้นมาใหม่ หรือจะใช้โครงสร้างกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติเดิมก็ได้ เมื่อแม่ทัพคือนายกฯ ทุกฝ่ายย่อมจะร่วมมืออย่างเต็มที่

สอง ปัจจุบัน Fake News และ Deepfakes ได้กลายเป็นปัญหาซึ่งทุกประเทศกำลังปวดหัวและถือเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ สิงคโปร์ระบุชัดเจนว่าประเทศเขาถูกประเทศอื่นโจมตีด้วย Fake News และเขาประเมินด้วยว่าในอนาคตอันใกล้การใช้ Fake News เพื่อโจมตีประเทศคู่แข่งก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นไทยควรจะต้องมี AI 3 ระบบไว้คอยต่อสู้กับ Fake News และ Deepfakes ตัวที่หนึ่งเอาไว้ทำงานด้านความมั่นคงและสถาบันฯ ตัวที่สองเอาไว้ทำงานด้านข่าวในประเทศทั่วไปเช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคมและอื่นๆ และตัวสุดท้ายเอาไว้คอยตรวจสอบ Fake News และ Deepfakes ที่เป็นภาษาต่างประ เทศและเกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว การส่งออกและการลงทุนของประเทศ

สาม เรื่องการต่อสู้กับ Fake News และ Deepfakes นี้นายกฯควรกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะการสอนให้ คอมพิวเตอร์เข้าใจภาษาไทยให้ครบทุกด้านอาทิ ภาษาความมั่นคง ภาษาด้านสถาบัน ภาษาข่าวทั่วไปต้องใช้เวลาเป็นปี ดังนั้นนายกฯจึงต้องระดมสรรพกำลังของคนทั้งประเทศให้เข้ามาช่วยกันสอนภาษาไทยให้คอมพิวเตอร์ และสามารถสอน ไปพร้อมๆกันทั้งสามด้าน ยิ่งมีคนมาช่วยกันสอนมากเท่าไหร่ คอมพิวเตอร์ก็จะยิ่งเข้าใจภาษาไทยเร็วมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ระบบจะสามารถบอกได้ว่าข่าวไหนเป็นข่าวจริงหรือข่าวไหนเป็นข่าวปลอมก็ต่อเมื่อระบบมี BIG DATA ที่มีข้อมูลของ ภาครัฐทั้งหมดเอาไว้เปรียบเทียบ นั่นหมายความว่านายกฯต้องกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติที่หน่วยราชการทุกหน่วยจะ ต้องช่วยกันแปลงเอาเอกสารราชการทั้งหมดเช่นกฎหมาย มติครม. ประกาศกระทรวง และผลการประชุมต่างๆของทุกกระ ทรวงทบวงกรมและทุกคณะกรรมการ เอาใส่ระบบในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์ค้นพบและเข้าใจได้เองอย่างรวดเร็วโดยไม่ ต้องใช้คน ยิ่งเอาข้อมูลภาครัฐใส่ไปได้เร็วเท่าไหร่คอมฯก็จะยิ่งเก่งเร็วขึ้นเท่านั้น เมื่อใดที่คอมฯเข้าใจภาษาไทยอย่างดีและ มีถังข้อมูลซึ่งเป็นความจริงไว้คอยตรวจสอบเปรียบเทียบ เมื่อนั้นแหล่ะที่คอมพิวเตอร์จะสามารถตรวจสอบ Fake News และ Deepfakes แทนคนได้ และจะเป็น AI ปัญญาประดิษฐ์ คอมพิวเตอร์ที่คิดและทำกิจกรรมแทนคนได้แต่เก่งกว่า แม่นยำ กว่าและเร็วกว่าอย่างเทียบไม่ติด สามารถตรวจสอบ Fake News และ Deepfakes ได้เก่งและเร็วเหมือนที่ FBI และ CIA ทำ

ประโยชน์สำคัญของการกำหนดเรื่องนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติก็คือเมื่อคอมพิวเตอร์เข้าใจภาษาไทยและมีถังข้อมูลในรูป แบบ BIG DATA ที่เป็นภาษาไทย การขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ก็จะขับเคลื่อนได้อย่างจริงจังเสียที หากไทยไม่มี BIG DATA เราจะไม่มีวันเป็นไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างแน่นอน ถึงตรงนี้อยากย้ำว่าไทยเรายังไม่มี BIG DATA แต่เรามีเพียง Data Base ที่ใหญ่ซึ่งต้องใช้คนคอยค้นหาและเปรียบเทียบอยู่ คนที่เคยติดต่อราชการจะรู้ดีกว่าไทยแลนด์ 4.0 หรือ 0.4 ?

ในอนาคตเมื่อมี 5G และ Quantum Computer การสื่อสารจะรวดเร็วมากขึ้นเป็นร้อยเท่าพันเท่า การแก้ไข Fake News และ Deepfakes ก็จะยิ่งยากขึ้นตามไปด้วย นายกฯจึงควรบัญชาการเรื่องนี้ด้วยตัวเองและทำให้เป็นวาระแห่งชาติโดยเร่งด่วน


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment