Fake News

Amazing AEC สำหรับเดลินิวส์ฉบับวันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2562

Fake News

ตั้งแต่มีรัฐบาลใหม่ ข่าวที่ได้ยินมากข่าวหนึ่งคือศูนย์ต่อต้าน Fake News ของ รมต. พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์เจ้ากระทรวง DE เป็นเรื่องที่ดีเพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก ในเมืองไทยคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาตินำโดย รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ได้ทำงานผลักดันและต่อสู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งผมก็อยู่ในคณะกรรมการชุดใหญ่ในฐานะผู้ทรงคุณ วุฒิและยังเป็นประธานคณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารภาครัฐฯ อีกด้วย มีการระดมสมองหาทาง แก้ไข มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาให้ข้อมูล ว่าโลกเขาสู้ Fake News กันอย่างไร โดยเฉพาะองค์กรเช่น FBI หรือ CIA เขาทำงานกันอย่างไร ใช้เครื่องไม้เครื่องมืออะไร

ที่สำคัญมีคณะปฏิบัติการข่าวสาร 6 คณะจากทุกกระทรวงสำคัญ รวมถึงหน่วยงานความมั่นคง มีช่องทางการเผยแพร่ พร้อมๆกันผ่านเว็บไซต์และโฆษกของทุกกระทรวง แถมยังมีสื่อวิทยุ โทรทัศน์และโซเชียลของกรมประชาสัมพันธ์ อสมท. ไทยพีบีเอส ซึ่งร่วมเป็นคณะอนุกรรมการด้วย แม้ว่าคณะปฏิบัติการจะทำงานได้ผลดีอย่างมากในหลายเรื่อง แต่

ด้วยข้อจำกัดของระบบราชการ บางเรื่องจึงอาจจะไม่ค่อยจะทันใจคนทำงานสักเท่าไหร่ ถ้า รมต.พุทธิพงษ์ จะเอาไปทำเอง คงต้องเสียเวลาไปเริ่มเองใหม่ น่าเสียดายองค์ความรู้และโครงสร้างการทำงานที่มีอยู่แล้ว และ DE ก็เป็นส่วนหนึ่งของ คณะกรรมการชุดนี้ทั้งระดับปลัดกระทรวงและทีมงาน

ที่น่ากังวลก็คือตอนนี้นอกจาก Fake News ยังมี Deepfakes หรือข่าวลวงที่ผลิตโดย AI ปัญญาประดิษฐ์ เช่นไปเลือกเอา คลิปนายกฯที่พูดเรื่องอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วป้อนข้อความใหม่ที่นายกฯไม่ได้พูด แต่ AI ก็สามารถจะก็อปปี้เสียง นายกฯ ให้พูดใหม่เหมือนกับข่าวลวงที่จะสร้างและยังสามารถทำให้ปากขยับได้ตรงกับเสียงที่พูดออกมากด้วย ซึ่งนอกจากเจ้าตัว เองแล้วก็ยากที่คนอื่นที่แยกแยะออกว่าที่ได้เห็นและได้ยินไปนั้นเป็นของจริงที่รมต.พูดเองหรือเป็น Deepfakes เรื่องนี้แม้ แต่เจ้าพ่อโซเชียลอย่างกูเกิ้ลที่ลงทุนนับหมื่นล้านบาททำ Google News Initiative ก็ยังกลัวเพราะ AI เก่งมากขึ้นทุกวัน

สิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกันทุกหน่วยงานในการต่อสู้กับ Fake News คือ เราใช้คนให้เฝ้าระวังไม่ได้เพราะ กว่าจะรู้ว่ามี Fake News มันก็กลายเป็นไวรัลไปแล้ว และการตอบโต้ชี้แจงโดยภาครัฐ ขนาดเป็นกก.ระดับชาติ รองนายกฯ นั่งหัวโต๊ะ มีทุกฝ่ายเข้าร่วม การสั่งการ การตอบโต้ การเผยแพร่ยังช้าและขาดการบูรณาการเท่าที่ควร

สอง ในต่างประเทศที่เขาตรวจจับและเฝ้าระวังและตอบโต้ ต้องใช้ระบบ BIG DATA คือข้อมูลที่เป็นความจริงที่ถูกจัด ระบบไว้อย่างดี ตรวจสอบได้รวดเร็ว ซึ่งจะจัดได้เช่นนั้นก็ต่อเมื่อคอมพิวเตอร์เข้าใจภาษามนุษย์ ซึ่งปรกติคอมฯตัวไหนๆ ก็ไม่เข้าใจภาษามนุษย์ เราจึงต้องสอนมันด้วยกระบวนการ NLP (Natural Language Processing) คือค่อยๆคีย์ตัวอักษรไทย และคำไทย สำนวน แสลง คำผวน เข้าไปและบอกคอมพิวเตอร์ว่าที่เพิ่งคีย์เข้าไปมีความหมายว่าอย่างไร ที่เขาเรียกว่า Machine Learning ก็คือขั้นตอนการสอนขั้นตอนนี้นั่นเอง เมื่อคอมพิวเตอร์ เข้าใจภาษามนุษย์ คนที่เป็น Data Scientist ก็จะเขียนโปรแกรมหรือโมเดลสอนให้คอมพิวเตอร์ไปอ่านโพสต์ ไปดูคลิปในโลกอินเตอร์เน็ตทั้งหมด ฯลฯ แล้วเอามา เปรียบเทียบกับ BIG DATA ที่มีอยู่เพื่อดูว่ามันเป็นความจริงหรือไม่ ถ้าเป็น Fake News ระบบก็จะเตือนผู้รับผิดชอบให้ รับรู้และแก้ไข วันไหนที่คอมพิวเตอร์คิดและทำงานแทนคนได้ วันนั้นแหล่ะที่เราเรียกมันว่าเป็น AI ปัญญาประดิษฐ์

จุดเป็นจุดตายของเราก็คือคอมพิวเตอร์จะต้องเข้าใจและเก่งภาษาไทยเสียก่อนเราถึงจะสามารถต่อสู้กับ Fake News แบบ FBI CIA หรือประเทศอื่นๆได้ แต่วันนี้คอมพิวเตอร์ยังเข้าใจภาษาไทยน้อยมากๆ แม้ จะมีบางหน่วยงานสอนกันอยู่ แต่ คอมพิวเตอร์เพิ่งจะเข้าใจภาษาไทยเพียง 40,000 คำจาก 4 ล้านคำ ดังนั้นไทยจึงยังไม่มี BIG DATA มีแต่ Data Base ที่ ใหญ่และไม่ได้จัดระเบียบ เอามาใช้ได้แต่ใช้เวลานานมากไร้ประสิทธิภาพ เมื่อคอมพิวเตอร์ยังไม่เข้าใจภาษาไทยก็จะไม่ สามารถไปเฝ้าดูโพสต์หรือคลิปวิดิโอได้ ดังนั้นระบบเฝ้าระวัง Fake News ของไทยจึงยังต้องใช้ “คน” เฝ้าดูหรือคอยจน เป็นไวรัลไปแล้วจึงจะรู้ แม้จะมีซอฟท์แวร์ประเภท Social Listening ที่ภาคธุรกิจเอาไว้ใช้ฟังว่าโลกโซเชียลพูดถึงบริษัท อย่างไรบ้างจะได้ปรับกลยุทธการตลาดให้ตรงใจผู้บริโภค แต่ ซอฟท์แวร์ประเภทนี้ก็เล็กและไร้ประสิทธิภาพเกินกว่า จะเอามาใช้ต่อสู้กับ Fake News ได้โลกเขาไม่ใช้กัน ที่สำคัญเรื่องความมั่นคงของชาติที่โดน Fake News เล่นงานนั้นเป็น เรื่องสำคัญและละเอียดอ่อนเกินกว่า Social Listening จะรับมือได้อย่างแน่นอน ***


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment