ระบบดี AIดี ขยี้ Fake News

นับเป็นก้าวย่างที่ดีที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการขจัดปัญหา FAKE NEWS หรือข่าวปลอม ที่น่าจะนับรวมไปถึงข่าวลือ ข่าวที่บิดเบือน

ซึ่งจะทำให้สังคมไทยในโลกโซเชียล ปลอดภัยมากขึ้น ไม่แตกแยก แม้แตกต่าง

แต่การนำเอาระบบมาใช้ก็ต้องเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ มีทีมงานตอบโต้ที่ดี มีการใช้สื่อครบวงจรด้วย

นายเกษมสันต์ วีระกุล ประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารภาครัฐเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้แก่ ประชาชน คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.) ระบุว่า การแก้ไขปัญหา FAKE NEWS ในเมืองไทยไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ได้ทำง่ายๆ ต้องใช้เวลา

เริ่มต้นภาครัฐต้องกำหนดให้ชัดเจนถึงหน่วยงานที่จะทำหน้าที่รับผิดชอบ ซึ่งควรจะเป็นคณะกรรมการ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อดูแลทั้งระบบ

มีการกำหนดงบประมาณที่แน่นอน

มีการนำเอาระบบที่มีประสิทธิภาพเหมือนในต่างประเทศมาใช้ ไม่ว่าจะเป็น Big Data, NLP, AI, Alert Notification and Dashboard, War Room, Response Strategy แล้วใช้ AI สอดส่องดูแลข่าวที่ เกิดขึ้นในระบบโซเชียลแล้วเอาข่าวดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับถังข้อมูลที่เป็น BIG DATA ว่าข่าว ดังกล่าวเป็น ข่าวจริงหรือเป็น FAKE NEWS มีระบบรายงานและมีการแจ้งเตือนผู้รับผิดชอบให้แก้ไข มีห้องสถานการณ์และมียุทธศาสตร์ในการตอบโต้ FAKE NEWS ผ่านทีมตอบโต้ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้สื่อครบวงจร

ประธานคณะอนุกรรมการฯ อธิบายเพิ่มเติมว่า ปัญหาที่สำคัญก็คือเรื่อง AI ที่เข้าใจภาษาไทย ไม่เหมือนต่างประเทศที่เขาทำกันมานาน สามารถเข้าใจภาษาได้ดี อาทิภาษาอังกฤษ จีนหรือญี่ปุ่น ดังนั้น AIจะเข้าใจภาษาไทยได้ต่อเมื่อมีการสอนภาษาไทยให้ โดยผ่านโปรแกรมที่เรียกว่า NLP (Natural Language Processing การสอนภาษามนุษย์ให้ คอมพิวเตอร์เข้าใจ)

ซึ่งปัจจุบันยังมีเพียงไม่กี่หน่วยงาน อาทิ เนคเทค คณะอักษรศาสตร์จุฬา ที่ทำการสอนภาษาไทยให้ AI จึงทำให้ AI รู้ภาษาไทยเพียง 1% หรือเข้าใจภาษาไทยเพียง 40,000 คำจากภาษาไทยทั้งหมด 4,000,000 คำ

เมื่อ AI ไม่เข้าใจภาษาไทย AI จึงไม่สามารถจดจำข้อมูลที่เป็นภาษาไทยและไม่สามารถจัดข้อมูล ให้เป็นหมวดหมู่ให้พร้อมจะดึงออกมาใช้ได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที เมื่อทำเช่นนั้นไม่ได้ก็หมาย ความว่า AI ไม่สามารถทำ BIG DATA ได้ ดังนั้นหากมีคำถามเช่นถ้าหากไทยและประเทศคู่แข่ง ผลิตข้าวได้เพิ่มขึ้นประเทศละ 5% จะเกิดอะไรขึ้นกับราคาข้าวในไทยและในตลาดโลก? ถ้ามี BIG DATA คำตอบนี้จะถูกคำนวณโดย AI ได้ภายในไม่กี่วินาที

แต่หาก AI ของไทยยังเข้าใจภาษาไทยน้อยมาก AI จึงไม่สามารถจะทำ BIG DATA ได้ ดังนั้นการที่ หน่วยงานทั้งหลายพูดว่ามี BIG DATA จึงไม่ใช่ BIG DATA อย่างแท้จริง เป็นได้แค่เพียง DATA BASE ขนาดใหญ่ เอาไปใช้งานอะไรไม่ได้ ต้องรอให้คนมาวิเคราะห์ เมื่อไม่มี BIG DATA นอกจากจะต่อสู้กับ FAKE NEWS ไม่ได้แล้ว ประเทศไทยก็ยังจะเป็นไทยแลนด์ 4.0 ไม่ได้อีกด้วย

นายเกษมสันต์ เสริมอีกว่า ที่สำคัญต้องกำหนดเป็นวาระแห่งชาติที่เร่งด่วน เพราะการให้ AI เข้าใจภาษาไทย ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปีกว่าจะเก่ง แล้วการสอน AI ต้องใช้บุคลากรจำนวนมากจากทุกภาคส่วน ต้องใช้บุคลากรภาครัฐจากทุกหน่วยงานใส่ข้อมูลภาครัฐเข้าไป ในระบบเพื่อเป็นฐานในการตรวจสอบ

เช่น ให้จำว่ารัฐบาลไทยได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง คณะรัฐมนตรีเคยมีมติอะไรออกไปแล้วบ้าง อะไรคือเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้น อะไรคือ FAKE NEWS ที่เคยถูกแชร์กันแบบผิดๆไปแล้ว ซึ่งข้อมูลที่ถูกต้องทั้งหมดนี้จะอยู่เก็บอยู่ใน “ถังข้อมูล” ซึ่ง AI จะรู้และจำได้ทั้งหมดสามารถดึง ออกมาใช้ได้ทันที

จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนายกรัฐมนตรีต้องนั่งควบคุมหลัก เพราะมีอำนาจในการสั่งการทุกหน่วยงานได้ง่ายกว่าที่จะให้แต่ละหน่วยงานสั่งงานข้ามห้วย

การลงทุนในระบบ FAKE NEWS จึงเท่ากับเป็นการยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัวคือได้ทั้ง ระบบต่อสู้กับ FAKE NEWS และได้ไทยแลนด์ 4.0 ด้วย

ดังนั้นเมื่อ AI ซึ่งเก่งภาษาไทยแล้วและเริ่มปฏิบัติหน้าที่สอดส่องติดตาม FAKE NEWS ในระบบ โซเชียล เมื่อเห็นข่าว AI จะดึงข่าวดังกล่าวมาตรวจสอบกับ “ความจริง” ใน “ถังข้อมูล” หากข่าวใด มีข้อมูลไม่ตรงกับถังข้อมูล หรือไม่มีข้อมูลดังกล่าวในถังข้อมูล อาทิ มีการแชร์ข่าวว่ารัฐบาลจะ เติมเงินในบัตรคนจนช่วงวันเข้าพรรษา แต่ไม่มีข้อมูลดังกล่าวในถังข้อมูล AI ก็จะเตือนในระบบ ผ่าน Dash Board และเตือนโดยตรงไปยังผู้เกี่ยวข้องว่ามี FAKE NEWS เกิดขึ้นแล้ว ผู้มีหน้าที่ก็ สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที

ถือว่าเป็นการแก้ไข FAKE NEWS อย่างเป็นระบบ และทัดเทียมชาวโลก


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment