กำจัด Fake News บ่อนทำลายสังคม

เมื่อโลกโซเชียลกลายเป็นสังคมที่เปิดกว้าง และขยายไปได้อย่างรวดเร็ว อย่างไม่มีขีดจำกัด ข้อมูลที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียลถูกเสกสรร ปั้นแต่ง เพื่อให้ตรงจริตและเรียกยอดชม โดยที่มีทั้งข่าวจริงและข่าวปลอม (Fake News)

หากเป็นข่าวจริงก็คงไม่เท่าไร แต่หากเป็นข่าวปลอมก็คงส่งผลกระทบอย่างมาก เพราะอาจสร้างความเสียหายให้แก่บุคคล กลุ่ม สังคม อาจลุกลามไปถึงระดับชาติ ระดับประเทศ

แล้วการที่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ออกมาประกาศว่าจะตั้งศูนย์ Fake News Center ก็เป็นช่วยปลุกกระแสถึงความน่ากลัวของข่าวปลอม

Fake News เกิดขึ้นมานานแล้ว และมีเพิ่มมากยิ่งในระยะหลัง จนกลายเป็นปัญหาในหลายระดับ

คำถามคือแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าอันไหนข่าวจริงหรือข่าวปลอม

ปัญหาข่าวปลอมนั้นถูกแบ่งออกเป็น 7 ประเภท หลักๆคือ 1. Satire or parody หรือข่าวประเภทเสียดสีตลกล้อเลียน 2. False connection หรือข่าวที่โยงเนื้อหากันมั่ว 3.Misleading หรือข่าวที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด 4.False context หรือข่าวผิดที่ผิดทาง 5.Impostor ข่าวที่มโนที่มา 6.Manipulated ข่าวที่ตัดต่อปลอมขึ้นมา และ7.Fabricated คือข่าวที่ปลอมขึ้นทุกอย่างตั้งแต่ชื่อเว็ป ไปจนถึงเนื้อหา รูปภาพ คลิปวีดีโอ ข่าว มโนทุกอย่างขึ้นมาเพื่อหลอกอันนี้น่ากลัวที่สุด

ซึ่งในต่างประเทศมีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลในเรื่องของการจัดการข่าวปลอมกันมานานมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ รัสเซีย และอีกหลายประเทศ รวมถึงสิงคโปร์กับมาเลเซีย ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมากถึงขั้นออกกฏหมาย Anti Fake news ขึ้นมาเพื่อจัดการปัญหานี้ เพราะถือเป็นภัยความมั่นคงของชาติ

โดยเบื้องต้นกระบวนการการทำงานป้องกัน Fake Newsหรือข่าวปลอมคือระบบในการวิเคราะห์ข่าวและการแจ้งเตือนข่าวปลอม (Fake News) ซึ่งระบบจะเริ่ม จัดเก็บข้อมูลและคัดกรองข้อมูลจากสื่อออนไลน์ และทำหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลมาเก็บไว้ในฐานข้อมูลโซเชียล (Social Database) ผ่านกระบวนการซอฟท์แวร์และของระบบ เรียกว่า Application Program Interface (API) แล้วจะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการเก็บข้อมูลข่าวจริง (Fact Data) จะถูกเก็บแยกไว้ในฐานข้อมูลข่าวจริง (Fact Database) ของแต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่นด้านความมั่นคง ด้านภัยพิบัติเป็นต้น โดยข่าวจริงข่าวปลอมนั้นจะถูกแยกแยะและวิเคราะห์ได้โดยใช้โปรแกรมAI ที่สร้างมาเพื่อให้สามารถเปรียบเทียบจากฐานข้อมูลจากโซเชี่ยลและจากฐานข้อมูลจริง ประมวลผลแบบ Dashboard อยู่ในระบบวิเคราะห์ข่าว

การวิเคราะห์สามารถรู้ได้ทันทีว่าข่าวไหนเป็นข่าวจริง และข่าวไหนน่าจะเป็นข่าวปลอม แล้วยังวิเคราะห์ได้ถึงแหล่งข้อมูลที่ไปที่มาของข่าว ช่วงเวลา ปริมาณของข่าว และเมื่อหน่วยงานที่มีการติดตามและเฝ้าระวังข่าวปลอมได้ทราบข้อมูลบน Dashboard จะทำการส่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบในแต่ละเรื่อง เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาและป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไป เช่นหน่วยงานด้านความมั่นคง ด้านภัยพิบัติ เป็นต้น ซึ่งในขั้นตอนนี้เป็นการจัดการการแจ้งเตือนข่าวลวง (Case Management) เพื่อให้สามารถรับมือแก้ไขกับปัญหาข่าวปลอมได้อย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ข่าวปลอมแพร่กระจายไปในวงกว้าง

ในเมืองไทยก็มีบางองค์กรที่พยายามจะจัดการกับข่าวปลอมที่สร้างความเสียหาย มีการนำเอาระบบหรือรูปแบบจากต่างประเทศมาใช้ เช่น การนำระบบเตือน (Social Listening) เมื่อมีข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน ก็จะเข้าไปตรวจสอบแก้ไข

แต่ทว่าเรื่องของภาษาไทยที่มีความสลับซับซ้อน อาจทำให้ความสามารถในการเตือน การตรวจสอบอาจยังมีประสิทธิภาพไม่เต็มร้อย จึงต้องมีการเพิ่มข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ทุกภาคส่วน

ที่ผ่านมาอาจยังไม่มีองค์กรเจ้าภาพที่จะทำหน้าที่หลัก หรือควบคุมข่าปลอมยังชัดเจน การที่กระทรวงดีอีออกมาประกาศตั้งศูนย์ Fake News Center นับเป็นก้าวแรก เป็นก้าวสำคัญที่จะขจัดข่าวปลอม ที่เป็นภัยต่อประชาชน เป็นภัยต่อสังคม เป็นบ่อนลายต่อประเทศชาติ ท่ามกลางวิวัฒนาการของเทคโนโลยี


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment