NIAใช้นวัตกรรม ลดเหลื่อมล้ำ-ยากจน นำร่อง6ชุมชนเหนือใต้

แม้ว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตามข้อมูลของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่าจำนวนคนจนปรับตัวลดลงจาก 13.1 ล้านคนเหลือ 5.3 ล้านคน แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำกลับไม่ได้ลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะในด้านการศึกษา สวัสดิการทางสังคม และคุณภาพของระบบสาธารณสุข

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จึงมีแนวคิดในการเร่งลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำด้วยการใช้กลไกการสนับสนุนนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation) โดยมุ่งเชื่อมโยงให้นักวิจัย อาจารย์ ผู้ประกอบการ ฯลฯ นำผลงานวิจัย และไอเดียต่าง ๆ มาพัฒนาเป็นเครื่องมือหรือแพลตฟอร์มที่สอดคล้องกับปัญหาทางสังคม

NIA จึงได้ริเริ่ม โครงการ “หมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม ” เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ – ความยากจนในระดับที่เล็กลง และได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว 3 พื้นที่ ได้แก่ ชุมชนเมืองจัง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ชุมชนอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ชุมชนหนองมะโมง อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท พร้อมเตรียมยกระดับเพิ่มเติมอีก 3 พื้นที่ ได้แก่ ชุมชนจะรัง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ชุมชนเฉลิม อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส และชุมชนแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ในช่วงตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา NIA มีความมุ่งมั่นในการลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยด้วยการส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าไปใช้ในระดับพื้นที่ โดยมีกลไกการสนับสนุนนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation) เป็นตัวเชื่อมโยงนักวิจัย อาจารย์ ผู้ประกอบการ วิสาหกิจเพื่อสังคม ให้เกิดการนำต้นแบบความคิด ผลงานวิจัย และไอเดียต่าง ๆ มาพัฒนาเป็นเครื่องมือหรือแพลตฟอร์มที่สอดคล้องกับปัญหาทางสังคมหลากหลายด้าน ซึ่งได้ร่วมกับผู้ประกอบการและองค์กรต่างๆ พัฒนาโครงการไปแล้วทั้งสิ้น 115 โครงการ ภายใต้การให้ทุนสนับสนุน 116 ล้านบาท ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจและการลงทุนเพิ่มขึ้น 759 ล้านบาท

แล้วในปี 2562 NIAโครงการ “หมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม : Social Innovation Village” เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ - ความยากจนในระดับที่เล็กลง รวมถึงสร้างแพลตฟอร์มที่ตรงกับความต้องการของคนในแต่ละชุมชน โดยในระยะที่ 1 ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว 3 ชุมชนได้แก่ ชุมชนเมืองจัง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ชุมชนอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก และชุมชนหนองมะโมง อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท ส่วนในระยะที่ 2 กำลังเปิดรับผลงานนวัตกรรมอีก 3 พื้นที่ คือ

ชุมชนจะรัง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ในหัวข้อนวัตกรรมการตลาดสำหรับสินค้าชุมชน นวัตกรรมการเงิน การจ้างงาน และสวัสดิการสังคม นวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์ และนวัตกรรมพลังงานทดแทน

ชุมชนเฉลิม อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ในหัวข้อ นวัตกรรมการตลาดสำหรับสินค้าชุมชน นวัตกรรมการเงิน การจ้างงาน และสวัสดิการสังคม นวัตกรรมการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และนวัตกรรมพลังงานทดแทน

ชุมชนแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในหัวข้อ นวัตกรรมแปรรูปกาแฟ นวัตกรรมการบริหารจัดการน้ำ นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ และนวัตกรรมการท่องเที่ยวชุมชนและวัฒนธรรม ซึ่งได้เปิดรับข้อเสนอนวัตกรรมตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 31 พฤษภาคม 2562

ผลงานนวัตกรรมที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับทุนสนับสนุนสูงสุดโครงการละไม่เกิน 1.5 ล้านบาท พร้อมขึ้นทะเบียนเป็นผลงานนวัตกรรมแก้จน และจะนำไปใช้จริงในพื้นที่เป้าหมายต่อไป ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Social.nia.or.th

ด้าน นางสาวจินางค์กูร โรจนนันต์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนคนจนและสัดส่วนคนจนต่อประชากรปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา แต่จังหวัดที่ยังเผชิญกับปัญหาความยากจนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี นราธิวาส แม่ฮ่องสอน กาฬสินธ์ นครพนม ตาก ชัยนาท บุรีรัมย์ สระแก้ว และพัทลุง โดยความยากจนยังคงกระจุกตัวในภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม แม้ปัญหาความยากจนจะมีแนวโน้มที่ลดลง แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำกลับไม่ได้ลดลงในระดับที่น่าพึงพอใจนัก โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ปัญหาที่พบส่วนใหญ่อยู่ในด้านการศึกษา สวัสดิการทางสังคม และคุณภาพของระบบสาธารณสุข โดยในส่วนของการศึกษา สิ่งที่เป็นอุปสรรคและถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ผลลัพธ์ทางการเรียนการสอนเพื่อนำไปใช้ในการทำงานและการประกอบอาชีพของแต่ละพื้นที่ที่ยังมีความแตกต่างกัน รวมถึง การเข้าเรียนในระดับที่สูงขึ้นจากขั้นพื้นฐาน ที่คนรวยมักจะมีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดีมากกว่าคนจน ส่วนทางด้านสวัสดิการทางสังคม ปัญหาที่พบคือ ความครอบคลุมของสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้ในหลายๆพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ เด็ก และสตรี และอุปสรรคที่พบในด้านคุณภาพของระบบสาธารณสุขคือ ความรวดเร็วและจำนวนที่เพียงพอของสถานที่กับจำนวนผู้ใช้บริการ และมาตรฐานในการให้บริการที่ยังคงมีความแตกต่างกันทั้งในระดับส่วนกลางและภูมิภาค


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment