โบรกฯ เคาะราคาขายไอพีโอ WGE เหมาะสม 3.30-3.93บ./หุ้น

บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์หุ้น บมจ. เวล เกรด เอ็นจิเนียริ่ง โดยประเมินมูลค่าเหมาะสมอยู่ที่ 3.93 บาท อิง Target PE ปี 2564 ที่ระดับ 12.9 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของบริษัทที่มีลักษณะธุรกิจใกล้เคียงกับบริษัท และคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้นปี 2564 ที่ระดับ 0.30 บาท

สำหรับจุดเด่นของ WGE มีฝ่ายบริหารและทีมวิศวกรที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 10 ปี และนำระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) มาใช้ในการบริหารจัดการงาน ควบคุมต้นทุน และติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างอีกทั้งสามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนของลุกค้าทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด และความสามารถในการบริหารจัดการของบริษัท

ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2563-2564 กำไรสุทธิเติบโตราว 27% ต่อปีผลักดันโดยสมมติฐาน ยอดขายที่เติบโตปีละ 25% ตามการเพิ่มขึ้นของปริมาณงานในมือที่มีอยู่และโอกาสในการเข้าประมูลงานใหม่ทั้งงานภาคเอกชน และงานภาครัฐ ขณะที่อัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายที่ 7.6%, 4.2% และ 4.0% ในช่วงปี 2563-2565 เมื่อเทียบกับ 5.5% ในปี 2562 ในปี 2564-2565 อัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายลดลงเนื่องจากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับการเติบโตของรายได้

ขณะที่เงินที่ได้จากการขายหุ้น IPOในครั้งนี้ บริษัทฯมีแผนนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ, ขยายคลังสินค้า และซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับใช้ในงานก่อสร้าง

บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)ประเมินว่า WGE เป็นผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงมาประมาณ 10ปี ด้านให้บริการรับเหมาก่อสร้างโดยเฉพาะในด้านอาคารให้แก่ลูกค้า ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่ง IPOในครั้งนี้ เพื่อระดมทุนเพื่อรองรับการขยายการรับงานก่อสร้างใหม่พร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยเครื่องจักรใหม่ที่ทันสมัย จุดเด่นหลักของบริษัทฯอยู่ที่แนวโน้ม ผลประกอบการที่จะกลับมาเติบโตสูงในปี 2564 ซึ่งประเมินมูลค่าพื้นฐานเท่ากับ 3.55 บาทต่อหุ้น

ทั้งนี้คาดว่าผลประกอบการจะพลิกเติบโตสูงในปี 2564 โดยคาดว่าจะกลับมาเติบโตเกือบเท่าตัว จากปัจจัยบวกการรับงานใหม่โดยเฉพาะงานอาคารของหน่วยงานราชการ

บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมิน ราคาเหมาะสมของหุ้นWGE อยู่ที่ 3.30 บาทต่อหุ้น ซึ่งอิงPER 16 เท่า และกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.21 บาท โดยมองว่าบริษัทฯเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรับเหมาขนาดเล็กที่น่าจับตามองจากการที่มีโอกาสในการรับงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นและ จากองค์กรขนาดใหญ่มากขึ้น ซึ่ง ณ สิ้นไตรมาส1/2563 มีbacklog ที่ราว 1.7 พันล้านบาท หลังจากระดมทุนมีแผนเข้าประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ และมุ่งเน้นงานภาครัฐมากขึ้น แม้จะประเมินกำไรสุทธิปี 2563 ปรับตัวลง 46% จากงวดเดียวปีก่อน แต่ทิศทางดังกล่าวเป็นไปตามอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้าง

ขณะที่ฝ่ายวิจัยประเมินกำไรสุทธิจะกลับมาฟื้นตัวในปี 2564เพิ่มขึ้น 98%อยู่ที่ 124 ล้านบาท จากงานในมือที่จะแตะระดับสูงถึง 3.6 พันล้านบาท หนุนโดยทิศทางโครงการใหม่ที่คาดจะเพิ่มมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563ถึงปี 2564 และโอกาสการรับงานขนาดใหญ่มากขึ้น


COMMENTS

{{ errors.name }}

{{ errors.value }}

{{c.name}} {{moment(c.created_at,"YYYY-MM-DD HH:mm:ss").toNow()}}
{{c.value}}

RELATED TOPICS

Please wait a moment